วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

ป.ป.ส.ระดมผู้เกี่ยวข้องพื้นที่ ๑๗ จังหวัดภาคเหนือ ร่วมประชุมประชาพิจารณ์แผนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๘ – ๒๕๖๒

ป.ป.ส.ระดมผู้เกี่ยวข้องพื้นที่ ๑๗ จังหวัดภาคเหนือ ร่วมประชุมประชาพิจารณ์แผนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๘ – ๒๕๖๒

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ในฐานะหน่วยงานกลางด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำและยกร่างแผนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหา ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๘ – ๒๕๖๒ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของประเทศในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๕๘ – ๒๕๖๒ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบแนวทางการจัดทำแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของประเทศในห้วงเวลาดังกล่าวโดยได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ นักวิชาการ และภาคประชาชน ยกร่างแผนฉบับนี้ขึ้นมา โดยดำเนินการใน ๒ ระดับ คือ ระดับประเทศ หรือระดับส่วนกลาง และระดับพื้นที่ภาคทั้ง ๑๐ พื้นที่ของสำนักงาน ป.ป.ส. สำหรับในภาคเหนือ ทั้งภาคเหนือตอนบน และภาคเหนือตอนล่าง ได้มีการยกร่างและจัดทำแผนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ จำเป็นต้องอาศัยการพิจารณากลั่นกรองให้ข้อคิดเห็นจากผู้แทนของหน่วยงานระดับกระทรวง หน่วยงานหลัก และผู้ทรงคุณวุฒิในหลาย ๆ ด้าน เพื่อนำมาประกอบการจัดทำและยกร่างแผนให้มีความสมบูรณ์มากที่สุด รวมทั้งการจัดให้มีการทำประชาพิจารณ์เพื่อเป็นการเปิดโอกาสสำหรับบุคคลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแผนฯ เช่น กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แสดงความคิดเห็นในส่วนที่เกี่ยวกับโครงการ /กิจกรรมที่ได้ถูกกำหนดขึ้น โดยให้การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๘ – ๒๕๖๒ บรรลุวัตถุประสงค์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นของทุกภาคส่วน สำนักงานป้องกันและปรายปรามยาเสพติดภาค ๕ และ ๖ จึงได้จัดทำโครงการประชุมประชาพิจารณ์แผนการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๘ – ๒๕๖๒ พื้นที่ภาคเหนือ ขึ้น เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๗ ณ โรงแรมอมรินทร์ลากูน จังหวัดพิษณุโลก กลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย กลุ่มบุคคล ผู้แทนหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ๑๗ จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย ผู้แทน ศพส.จ. องค์กรท้องถิ่น ภาคประชาชน ภาคเอกชน กลุ่มเยาวชนและเด็ก นักวิชาการ และสื่อมวลชนฯ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดใน รวมทั้งเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ส. / ปปส.ภาค ๕-๖ จำนวนประมาณ ๒๓๐ คน วัตถุประสงค์การประชาพิจารณ์ร่างแผนยุทธศาสตร์ เพื่อให้ทราบถึงปัญหายาเสพติดที่แท้จริงในแต่ละพื้นที่รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดมีข้อมูลที่ถูกต้องมีความน่าเชื่อถือเป็นที่ยอมรับของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชนรวมทั้งมีคุณภาพทางวิชาการ

สำหรับกระบวนการประชาพิจารณ์ในครั้งนี้ มีนายชลัยสิน โพธิเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ภาค ๖ พร้อมการนำเสนอวีดีทัศน์ สรุปสาระสำคัญแผนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๘ – ๒๕๖๒ การเปิดเวทีอภิปรายและประชาพิจารณ์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อแผนยุทธศาสตร์ โดยคณะกรรมการพิจารณาและปรับปรุงร่างแผน ได้แก่ ผศ.ดร.นพ.อภินันท์ อร่ามรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ /ผู้แทนกองบัญชาการกองทัพไทย /ผู้แทนกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เวทีกลุ่มย่อยอภิปรายเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อแผนยุทธศาสตร์ แบ่งกลุ่มตามประเด็นยุทธศาสตร์ ๖ กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม ๑ : ยุทธศาสตร์การควบคุมตัวยาและผู้ค้ายาเสพติด กลุ่ม ๒ : ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศ กลุ่ม ๓ : ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาผู้เสพผู้ติดยาเสพติด กลุ่ม ๔ : ยุทธศาสตร์การป้องกันผู้มีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด กลุ่ม ๕ : ยุทธศาสตร์การควบคุมปัญหายาเสพติดจากสภาพแวดล้อมกลุ่ม ๖ : ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการอย่างบูรณาการ และกลุ่ม ๗ : ยุทธศาสตร์ภาคประชาชน โดย สำนักงาน ป.ป.ส. รวบรวมข้อคิดเห็นจากการอภิปรายและประชาพิจารณ์ในการปรับปรุงร่างแผนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๘ – ๒๕๖๒ จากนั้นจึงจะเสนอร่างแผนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๘ – ๒๕๖๒ ฉบับสมบูรณ์ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบและเสนอร่างแผนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๘ – ๒๕๖๒ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๗ โดยจะแจ้งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๘ – ๒๕๖๒ แปลงไปสู่การปฏิบัติโดยการจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดรองรับตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๕๘ เป็นต้นไป



ข่าว/สุรีย์ แสงทอง สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุตรดิตถ์

มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง จัดกิจกรรมงานการแสดงศิลปวัฒนธรรม ประจำปี 2557 ร่วมสืบสานอนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้าน

สำนักศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ร่วมกับ สถาบันการศึกษาในจังหวัดลำปางและจังหวัดใกล้เคียง จัดกิจกรรมงาน "ข่วงวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ ประจำปี 2557 และงานมหกรรมกลองศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ" ที่บริเวณลานเอนกประสงค์ข่วงวัฒนธรรม อาคารสำนักศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ตำบลชมพู อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง มีนายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธานพิธีเปิดงาน โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ เล็ก แสงมีอานุภาพ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและคณาจารย์ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ผู้แทนสถาบันการศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏ และสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั้งในพื้นที่จังหวัดลำปาง และจังหวัดใกล้เคียง รวม 10 สถาบัน นำนักเรียน นิสิต นักศึกษาในสังกัด ร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมงานทำกิจกรรมร่วมกัน

กิจกรรมงาน “ข่วงวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ และงานมหกรรมกลองศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ” ได้จัดขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคล ทรงเจริญพระชนมพรรษา 87 พรรษา 5 ธันวาคม 2557 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 82 พรรษา 12 สิงหาคม 2557 และเพื่อให้ประชาชนผู้มาร่วมงาน ได้ร่วมกันน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงพระราชทานชื่อ “ราชภัฏ” และพระราชทาน “พระราชลัญจกร” ซึ่งเป็นตราประจำพระองค์ ให้เป็นตราประจำของสถาบันราชภัฏ

โดยภายในงาน ได้จัดให้มีกิจกรรมการแสดง นิทรรศการภาพถ่าย “วิถีคนเมือง” และการแสดงวัฒนธรรม 4 ภาค ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนไทยได้ตระหนักถึงคุณค่าในศิลปวัฒนธรรม ของแต่ละชุมชนท้องถิ่น ซึ่งโอกาสนี้ ได้มีสถาบันการศึกษาจากจังหวัดต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาค ได้ร่วมกันนำการแสดงศิลปวัฒนธรรมประจำท้องถิ่นของตน มาจัดแสดงภายในงาน รวมมากกว่า 15 การแสดง อาทิเช่น การแสดง “โนราตัวอ่อน” ของ ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง, “ฟ้อนขันดอกบูรณฆฏะ” ของ ม.ราชภัฏลำปาง, “ฟ้อนภูกามยาว” ของ ม.พะเยา, ระบำวชิรบุรี นทีศรีราชา” ของ ม.ราชภัฏเพชรบุรี และการแสดง “ฟ้อนล่องน่าน” โดย วิทยาลัยน่าน และ ม.ราชภัฏอุตรดิตถ์ เป็นต้น อีกทั้งภายในงานยังได้จัดให้มีการแสดง เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมทางด้านการแสดงกลอง ของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค รวมทั้งหมดถึง 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย พม่า ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลี นอกจากนี้ได้จัดกิจกรรมเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “วิถีคน วิถีกลอง” เปิดเวทีการมีส่วนร่วมเพื่อแสดงความคิดเห็น และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในงานด้านศิลปวัฒนธรรมของไทย ทั้งนี้เพื่อให้เด็กและเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ได้ตระหนัก สำนึกรักและหวงแหน เห็นคุณค่าของประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ดีงาม เพื่อจะได้ร่วมกันสืบสานภูมิปัญญาศิลปวัฒนธรรมที่มีอยู่ ทำนุบำรุงให้มีการเผยแพร่สู่ชุมชน สังคม เพื่อจะดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และคงความเป็นชาติไทยไว้สืบต่อไป




    ข่าวโดย : นายชาญณรงค์ ปันเต
    หน่วยงาน : ส.ปชส.ลำปาง

เจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ จ.ลำปาง สนธิกำลังร่วมกันเข้าตรวจสอบโรงงานทำสิ่งประดิษฐ์จากไม้ ตรวจยึดของกลางหลายรายการ หลังได้รับแจ้งมีการแอบลักลอบแปรรูปไม้เถื่อน

กำลังเจ้าหน้าที่ทหาร จากศูนย์ฝึกรบพิเศษที่ 3 ค่ายประตูผา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหารพราน ชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว กรมทหารพรานที่ 31 กองทัพภาคที่ 3 เจ้าหน้าที่ตำรวจ จากศูนย์ป้องกันปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ตำรวจภูธรภาค 5 และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในเขตพื้นที่ 3 หน่วย ประกอบด้วย หน่วยบ้านแม่หวด บ้านแม่โป่ง และบ้านแม่ตีบ ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ประวิธ ธรรมชาติ ผู้บัญชาการกองร้อยฝึกรบพิเศษที่ 3 และ ร้อยตรีสมนึก วงศ์สาไฮ หัวหน้าชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วกรมทหารพรานที่ 31 กองทัพภาคที่ 3 ได้ร่วมกันนำกำลังเจ้าหน้าที่ฯ เข้าตรวจสอบภายในบริเวณบ้านต้องสงสัย จำนวน 3 หลัง ที่ตั้งอยู่บริเวณท้ายหมู่บ้าน บ้านแม่โป่ง หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านโป่ง อำเภองาว จังหวัดลำปาง หลังได้รับแจ้งว่า ในพื้นที่หมู่บ้านมีการแอบลักลอบแปรรูปไม้เถื่อนกันอย่างโจ๋งครึ่ม

โดยเมื่อเจ้าหน้าที่ฯ เดินทางเข้าไปถึงยังพื้นที่หมู่บ้าน ได้เข้าทำการตรวจสอบบ้านต้องสงสัย ไม่มีเลขที่บ้าน ซึ่งที่บ้านหลังแรกพบว่า ประตูรั้วหน้าบ้านได้ทำการปิดล๊อคกุญแจไว้ แต่เมื่อมองลอดผ่านประตูเข้าไป กลับพบกลุ่มคนกำลังทำงานอยู่ ในบริเวณพื้นที่ด้านใน ซึ่งเมื่อกลุ่มคนงานดังกล่าวได้เหลือบเห็นเจ้าหน้าที่ฯ ต่างตกใจพากันวิ่งหลบหนีไปคนละทิศคนละทาง บางคนก็ได้หยิบเอาเครื่องมือช่างติดตัวไปด้วย ทางเจ้าหน้าที่ฯ จึงรีบปีนข้ามรั้วเข้าไปตรวจสอบบริเวณด้านใน และพบว่าบ้านหลังดังกล่าว ได้มีการทำเป็นโรงงานแปรรูปไม้เถื่อน มีอุปกรณ์แปรรูปไม้ แท่นเลื่อย และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ในการแปรรูปไม้จำนวนหนึ่ง และมีกองไม้สักทั้งเก่าและใหม่ซุกซ่อนอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ขณะที่กำลังเจ้าหน้าที่ฯ อีกหนึ่งชุด ได้ติดตามร่องรอยกลุ่มคนที่หลบหนีไปยังจุดที่ 2 พบว่ามีบ้านที่อยู่ใกล้ติดกัน ไม่มีเลขที่บ้าน ได้มีการแอบสร้างเป็นโรงงานแปรรูปไม้เช่นเดียวกัน แต่กลุ่มมอดไม้ได้ไหวตัวทันหลบหนีไปก่อนหน้านี้แล้ว และได้ทิ้งของกลางทั้งหมดเอาไว้ ทั้งนี้จากการติดตามตลอดเส้นทาง เจ้าหน้าที่ฯ พบว่ากลุ่มมอดไม้ได้พยายามนำเอาอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องใช้ไฟฟ้า สำหรับใช้ในการแปรรูปไม้แอบซุกซ่อนไว้ตามจุดต่างๆ บริเวณข้างทาง แต่ก็ไม่สามารถรอดพ้นสายตาของเจ้าหน้าที่ฯ ไปได้ เจ้าหน้าที่ฯ จึงทำการตรวจยึดอุปกรณ์ของกลางทั้งหมดเอาไว้ และได้ทำการขยายผลติดตามต่อเนื่องไปยังจุดที่ 3 ตามที่ได้รับแจ้ง โดยได้เข้าทำการตรวจสอบยังบ้านต้องสงสัย บ้านเลขที่ 72 ซึ่งตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านเดียวกัน แต่ไม่พบเจ้าของบ้าน เจ้าหน้าที่ฯ จึงเข้าทำการตรวจสอบบริเวณพื้นที่โดยรอบ โดยเจ้าหน้าที่ฯ ได้พบโรงงานแปรรูปไม้ 1 หลัง และเครื่องมืออุปกรณ์สำหรับแปรรูปไม้ครบชุด นอกจากนี้ยังพบไม้เถื่อนแอบซุกซ่อนอยู่ทั่วบริเวณบ้านจำนวนมาก เป็นกองไม้สักแปรรูป เจ้าหน้าที่ฯ จึงได้ตรวจยึดไม้ทั้งหมดไว้ ก่อนจะแจ้งให้ ร้อยเวรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรงาว เข้ามาตรวจสอบในพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ จากข้อมูลด้านการข่าวของเจ้าหน้าที่ฯ ทราบว่า โรงงานแปรรูปไม้เถื่อนทั้ง 3 โรงงาน ได้มีการแปรรูปไม้เพื่อผลิตสิ่งประดิษฐ์จากไม้ นำส่งขายทั่วภาคเหนือ ไม่ว่าจะเป็น ตู้เสื้อผ้า เตียงนอน ม้านั่ง เก้าอี้ โต๊ะ และสิ่งของเครื่องใช้ตกแต่งภายในร้านอาหาร รีสอร์ท โดยได้ทำกันอย่างโจ๋งครึ่ม ซึ่งแต่ละวันจะมีการลำเลียงส่งของอย่างไม่ขาดสาย จนกระทั่งได้มีพลเมืองดีแจ้งให้เจ้าหน้าที่ฯ ทราบ และได้เข้าทำการตรวจสอบ ซึ่งก็พบว่าได้มีการกระทำผิดกฎหมายจริงดังกล่าว



ข่าวโดย : นายชาญณรงค์ ปันเต
    หน่วยงาน : ส.ปชส.ลำปาง

ปชส.แม่ฮ่องสอน เสวนาสื่อมวลชน

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน เสวนาสื่อมวลชน อาสาสมัครประจำหมู่บ้านและชมชน เพื่อการประชาสัมพันธ์บทบาทหน้าที่ภารกิจของธรรมาภิบาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ที่ห้องประชุมสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดแม่ฮ่องสอน นางอ่อนศรี ศรีอัมพร ประชาสัมพันธ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประธานการประชุมเวทีเสวนาสื่อมวลชนและอาสาสมัครประชาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้าน และเจ้าหน้าที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเจ้าหน้าที่สถานีวิทยุกระจายเสียงเพถือการศึกษาจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประมาณ ๕๐ คนเข้าร่วมกิจกรรม ฯ ดังกล่าว เพื่อการประชาสัมพันธ์ บทบาทหน้าที่ภารกิจของธรรมาภิบาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประชาสัมพันธ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า คณะกรรมาภิบาลจังหวัด มีหน้าที่ในการสอดส่องและเสนอแนะการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานของรัฐในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปเป็นตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมือง ตามมาตรา ๓/๑ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ( ฉบับที่ ๕ ) พ.ศ.๒๕๔๕ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕๕๑๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ฑ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ( ฉบับที่ ๗ ) พ.ศ.๒๕๕๐ นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจึงได้วางระเบียบไว้ดังกล่าว



ข่าวโดย : ดำเนิน ท้วมจอก ส.ปชส.แม่ฮ่องสอน
    หน่วยงาน : ส.ปชส.แม่ฮ่องสอน

คปป.แม่ฮ่องสอน เดินหน้าปราบปรามผู้ลักลอบตัดไม้

ประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าจังหวัดแม่ฮ่องสอน ( คปป ) เดินหน้าปราบปรามผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง

ประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าจังหวัดแม่ฮ่องสอน ( คปป มส ) ทั้งนี้จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำ Rood Map การแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ อนุรักษ์ฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีนายสุทธา สายวาณิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประธานคณะทำงาน ฯ อำนาจหน้าที่ ๑ การจัดทำแผน Rood Map ที่เกี่ยวข้องด้านการแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลานทรัพยากรป่าไม้ อนุรักษ์ฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ๒ ให้ดำเนินการจัดทำแผนแก้ไขการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะปานกลาง และระยะยาวโดยมุ่งเป้าหมายบรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม ๓ ในมาตรการระยะกลางและระยะยาวให้บรรจุแผนงาน/โครงการที่มุ่งเน้นให้ราษฎรอยู่ร่วมกับป่าไม้โดยไม่ขัดระเบียบหรือข้อกฏหมายที่เกี่ยวข้อง โดยให้รวบรวมแผนการปฏิบัติโครงการที่เป็นไปได้จริงผลใน Rood Map ดังกล่าว ๔ ให้นำแผน Rood Map เสนอในที่ประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าจังหวัดแม่ฮ่องสอน ( คปป มส ) ครั้งที่ ๔/๒๕๕๗ วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๗ เพื่อรับการอนุมัติเป็น Rood Map ในระดับจังหวัดต่อไป สรุปผลการปฏิบัติงาน ตั้งแต่ ๑ตุลาคม ๒๕๕๖ – ถึงเดือนสิงหาคม เชือก ๒๕๕๗ คณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าแห่งชาติ สามารถจับกุมผู้ต้องหา ๗๑ คน ๓๖๙ คดี ตรวจยึดไม้สักท่อน ๒,๒๕๘ ท่อน ปริมาตร ๗๗๕.๐๘ ลบม.ไม้สักแปรรูป ๕,๑๘๒ แผ่น ปริมาตร ๑๓๑.๙๐ ลบม. ไม้กระยาเลย ๓๖ ท่อน ปริมาตร ๑๘.๑๔ ลบม.ไม้กระยาเลยแปรรูป ๑,๔๗๐ แผ่น ปริมาตร ๒๕.๘๕ ลบม. ตรวจยึดช้าง ๑ เชือก ตรวจยึดพื้นป่าที่บุกรุก ๖๓๙-๑-๒๑ ไร่ ตรวจยึดบุก ๓,๕๓๔ กิโลกรัม อุปกรณ์กระทำความผิด ๑๙๒ รายการ


ข่าวโดย : ดำเนิน ท้วมจอก ส.ปชส.แม่ฮ่องสอน
    หน่วยงาน : ส.ปชส.แม่ฮ่องสอน

ศูนย์ดำรงธรรมแม่ฮ่องสอนมีประชาชนร้องทุกข์จำนวนมาก

ประชาชนร้องทุกข์ให้ศูนย์ดำรงธรรมช่วยแก่ปัญหา ตามคำสั่ง คสช. หลังตั้ง มีประชาชนมาร้องทุกข์มากถึง 123 เรื่อง แก้ไขความเดือดร้อนไปแล้ว 54 เรื่องที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินงาน

นายสุรพล พนัสอำพล ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ตามที่ คสช.ได้ให้จังหวัดแต่ระจังหวัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ตั้งศูนย์ดำรงธรรมขึ้นมาเมื่อต้นเดือน ส.ค.57 ที่ผ่านมา โดยหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานจังหวัด , ฝ่ายปกครอง , อำเภอแต่ละอำเภอ , ฉก.ร.7 , ตำรวจ และหน่วยอื่นอื่น ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาร่วมทั้งการประชาสัมพันธ์การประสานงานกับส่วนราชการ เพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชนในพื้นที่ โดยมี นายสุทธา สายวานิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นผู้อำนวยการศูนย์ ฯ กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ มีประชาชนส่งเรื่องร้องทุกข์เข้ามาแล้วถึง 123 เรื่อง และ ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องการให้บริการ ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ ไปรษณีย์ ซึ่งได้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนไปแล้ว 54 เรื่อง ส่วนที่เหลือจะเป็นเรื่องที่ดินทำกิน การร้องเรียนเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่า และความขัดแย้งของประชาชนกับหน่วยงานภาครัฐเอกชน และท้องถิ่น ซึ่งเป็นข้อกฎหมาย และกฎระเบียบ ของหน่วยงาน โดยได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการ ตรวจสอบหาข้อมูล ข้อเท็จจริง และร่วมกันบูรณาการในการแก้ไขปัญหา และที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนที่เดือดร้อนนั้น ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจและให้ความร่วมมือในการแก้ไข ซึ่งบางคนหรือบางกลุ่มอาจจะไม่เข้าใจในเรื่องกฎหมาย เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมก็จะอธิบายจนเข้าใจ และไม่ติดใจในเรื่องที่เดือดร้อน เพราะทุกฝ่ายรวมทั้งประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาร่วมกัน ทำให้แก่ปัญหาความเดือดร้อน


ข่าวโดย : ดำเนิน ท้วมจอก ส.ปชส.แม่ฮ่องสอน
    หน่วยงาน : ส.ปชส.แม่ฮ่องสอน

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน เตรียมจัดการประชุมร่วมกับชุมชน โครงการพัฒนาชุมชนและถนนสายวัฒนธรรม ครั้งที่ 2

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน เตรียมจัดการประชุมร่วมกับชุมชน โครงการพัฒนาชุมชนและถนนสายวัฒนธรรม ครั้งที่ 2

นางศันสนีย์ พุกกานนท์ วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน เตรียมจัดการประชุมร่วมกับชุมชน โครงการพัฒนาชุมชนและถนนสายวัฒนธรรม ภายใต้โครงการสร้างเสริมและปรับแต่งอัตลักษณ์ เพื่อสร้างเสน่ห์การท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ครั้งที่ 2 ในวันพรุ่งนี้( 16 กันยายน 2557 )เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ที่ ศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อสร้างความเข้าใจในการจัดกิจกรรมของชุมชน ตามเส้นทางถนนสายวัฒนธรรม ประจำปี 2557 ต่อไป/



ข่าวโดย : เอกณรินทร์ ใจมะโน
    หน่วยงาน : สวท.แม่ฮ่องสอน

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแม่ฮ่องสอน แจ้งเตือนให้ประชาชนป้องกันอันตราย จากฝนตกหนักในช่วง 2-3 วันนี้

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแม่ฮ่องสอน แจ้งเตือนให้ประชาชนป้องกันอันตราย จากฝนตกหนักในช่วง 2-3 วันนี้

นายเพิ่มวิทยา กันทะทรง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ปภ.แม่ฮ่องสอน ติดตามการตรวจสภาวะอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งว่า พายุใต้ฝุ่น คัลแมกี มีศูนย์กลางอยู่บริเวณทะเลจีนใต้ด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้จะเคลื่อนตัวไปในแนวเกาะไหลำ ประเทศจีน ซึ่งคาดว่าในช่วงระหว่างวันที่ 16-18 กันยายน 2557 พายุนี้จะมีอิทธิพล ต่อลักษณะอากาศของประเทศไทยทำให้มีฝนตกเพิ่มมากยิ่งขึ้น

จึงขอแจ้งเตือนให้ประชาชนที่อยู่อาศัยที่ราบต่ำริมแม่น้ำไหลผ่าน ที่ราบเชิงเขา เตรียมการป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากลมกระโชกแรง ฝนตกหนัก และอันตรายจากธรรมชาติ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ร่วมทั้งพืชผลทางการเกษตร สำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะบริเวณที่เกิดฝนฟ้าคะนองให้ระมัดระวังอันตราย ปฎิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และระมัดระวังใช้เครื่องมือสื่อสารกลางที่โล่งแจ้งในขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง อันจะทำให้เกิดฟ้าฝ่าได้ หากประชาชนพบเห็นอุบัติเหตุ หรือภัยพิบัติ สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

ข่าวโดย : เอกณรินทร์ ใจมะโน
    หน่วยงาน : สวท.แม่ฮ่องสอน

คณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดประชุมติดตามผลการดำเนินงาน

คณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดประชุมติดตามผลการดำเนินงาน

บ่ายวันนี้ (15 ก.ย. 57) นายสุรพล พนัสอำพล ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานการประชุม คณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ ศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อสรุปผลการดำเนินการป้องกันปราบปรามการทำลายทรัพยากรป่าไม้ ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน

จังหวัดแม่ฮ่องสอนมี ROAD MAP หรือแผนระยะสั้น คือดำเนินการในการออกประกาศให้หยุดการนำเคลื่อนที่ไม้แปรรูป การเคลื่อนย้ายไม้เรือนเก่าภายในและนอกเขตจังหวัด ไว้เป็นการชั่วคราว อีกทั้ง จัดตั้งชุดปฏิบัติการ/จุดสกัดป้องกันและปราบปรามการทำลายทรัพยากรป่าไม้ โดยสนธิกำลัง เจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ และ ทส.ลาดตระเวนตรวจตราในพื้นที่ล่อแหลม ต่อการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ จับกุม รื้อถอน ทำลายพืชผลอาสิน สิ่งปลูกสร้าง และเร่งรัดตรวจสอบกิจการ/โรงงานแปรรูปไม้ โดยใช้เครื่องจักร โรงงานแปรรูปไม้โดยใช้แรงงานคน โรงค้าไม้แปรรูป และโรงค้าไม้สิ่งประดิษฐ์อื่นใด บรรดาที่ทำด้วยไม้หวงห้าม ทั่วทั้งเขตจังหวัด แผนระยะยาวประสานความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการใช้มาตรการทางสังคม ส่งเสริมภาคประชาชนเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังรักษาป่า/แจ้งเบาะแสการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้

ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวชื่นชม อำเภอสบเมย แม่ลาน้อย และอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนที่มีผลงานการปราบปรามและการฟื้นฟู ส่วนอำเภอที่เหลือขอให้เร่งทำผลงาน เพื่อหยุดยั้งขบวนการลักลอบตัดไม้ ทำลายป่าให้ได้



ข่าวโดย : วาสนา ไข่แก้ว
    หน่วยงาน : สวท.แม่ฮ่องสอน

คณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประชุมคัดเลือกผู้ประสงค์ แสดงความจำนง เข้ารับการคัดเลือกเป็น สปช. ขณะที่มีผู้ถอนตัว 1 คน

คณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประชุมคัดเลือกผู้ประสงค์ แสดงความจำนง เข้ารับการคัดเลือกเป็น สปช. ขณะที่มีผู้ถอนตัว 1 คน

เช้าวันนี้( 15 กันยายน 2557)นายสุรพล พนัสอำพล ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วย นางพนิดา เชาวนปรีชา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน /นายอัครเดช วันไชยธนวงค์ นายกอบจ.แม่ฮ่องสอน /นายสิทธิชัย ประเสริฐศรี ประธาน กกต.ประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน และนางเทพิน พงษ์วดี ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประชุมคัดเลือกผู้ประสงค์ แสดงความจำนง เข้ารับการคัดเลือกเป็น เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ที่สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีผู้แสดงความจำนง เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทั้งหมดจำนวน 19 คน แต่พลอากาศเอกยุทธนา สุกุมลจันทร์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพอากาศ ขอถอนตัว

โดยคณะกรรมการ ทำการคัดเลือกแบบไม่เปิดเผยข้อมูลให้เหลือเพียง 5 คน แล้วส่งรายชื่อไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.เพื่อทำการคัดเลือกให้เหลือ เพียง 1 คน โดยทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะ การปฏิรูปด้านต่างๆ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป


    ข่าวโดย : เอกณรินทร์ ใจมะโน
    หน่วยงาน : สวท.แม่ฮ่องสอน

ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ รับมอบห้องสมุดและทุนการศึกษา จากบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด

ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่รับมอบห้องสมุด และทุนการศึกษา จากบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ที่โรงเรียนเทศบาลวัดสวรรคนิเวศ อำเภอเมืองแพร่

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่รายงานว่า วันนี้(15ก.ย.57) ที่โรงเรียนเทศบาลวัดสวรรคนิเวศ ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ นายอภิชาติ  โตดิลกเวชช์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธานในพิธีมอบห้องสมุด และมอบทุนการศึกษาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด หรือ BAM ซึ่งได้จัดทำห้องสมุด BAM สนับสนุนเด็กไทย ก้าวไกลสู่ AEC  พร้อมอุปกรณ์การศึกษาให้แก่ โรงเรียนเทศบาลวัดสวรรคนิเวศ และมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนที่มีความประพฤติดี ตั้งใจเรียน แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ได้มีโอกาสในการศึกษาสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนให้ดีขึ้น จำนวน 36 ทุนๆละ 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 108,000 บาท แก่เด็กนักเรียนโรงเรียนเทศบาลวัดสวรรคนิเวศ โรงเรียนเทศบาลวัดชัยมงคล โรงเรียนเทศบาลวัดเหมืองแดง โรงเรียนเทศบาลวัดหัวข่วง โรงเรียนบ้านวังช้าง และโรงเรียนวัดตอนิมิต

ทั้งนี้บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด หรือ BAM เป็นรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน ถือหุ้นโดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งอยู่ในกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในระบบสถาบันการเงิน ได้มีโอกาสช่วยเหลือลูกหนี้ที่สุจริตให้พ้นจากการเป็นหนี้ด้อยคุณภาพ ที่ผ่านมาได้มอบทุนการศึกษาทุกปีๆละ 1,000 ทุน ๆละ 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,000,000 บาท ต่อเนื่องมา 7 ปี รวม 21 ล้านบาท



ฉัตรชัย พวงขจร /ข่าว /พิมพ์

จังหวัดแพร่ จัดโครงการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีตำบล ประจำปี 2557

จังหวัดแพร่จัดโครงการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีตำบล ประจำปี 2557 เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในแนวทางการดำเนินงานของกองทุน

นางสุภารัตน์ การะเกตุ ประธานคณะกรรมการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดแพร่กล่าวว่า ทางคณะกรรมการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดแพร่ ได้จัดโครงการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีตำบล ประจำปี 2557 ขึ้นในวันนี้(15ก.ย.57) ที่โรงแรมนครแพร่ทาวเวอร์ โดยมีนายอภิชาติ โตดิลกเวชช์  ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่เป็นประธานโครงการ ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีและทบทวนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา เพื่อให้คณะกรรมการนำไปขยายผลและปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ประธานคณะกรรมการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีตำบล ทุกตำบล จำนวน 78 คน รองประธาน หรือ เลขานุการ หรือเหรัญญิก ของกองทุนตำบลละ 1 คน จำนวน 78 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน 12 คน คณะติกดตามและสนับสนุนการดำเนินงาน 15 คน และพนักงานของสำนักงาน รวมทั้งสิ้น 190 คน

ในการจัดโครงการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีตำบลครั้งนี้ นอกจากจะมีการบรรยายแนวทางการดำเนินงานของกองทุนฯแล้ว ยังมีการเสนอความคิดเห็นในการปรับปรุงและแก้ไขระเบียบกองทุนฯ ตลอดจนการแบ่งกลุ่มถอดบทเรียนร่วมกัน เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีของจังหวัดแพร่



ฉัตรชัย พวงขจร /ข่าว /พิมพ์

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือน "พายุ คัลแมกี"

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนฝนตกหนักในระยะนี้ จากอิทธิพล พายุ คัลแมกี ซึ่งจะขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ในวันที่ 17 กันยายน 2557 นี้

นายวรพัฒน์ ทิวถนอม อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ลงนามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง พายุไต้ฝุ่น "คัลแมกี” (Kalmaegi) ว่า พายุคัลแมกี ได้เคลื่อนตัวผ่านประเทศฟิลิปปินส์ ลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบนแล้ว และเมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (15 ก.ย.57) มีศูนย์กลางอยู่ห่างจากเกาะไหหลำประมาณ 800 กิโลเมตร หรือที่ละติจูด 18.1 องศาเหนือ ลองจิจูด 117.8 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 120 กม./ชม. กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 30 กม./ชม. คาดว่าพายุนี้จะเคลื่อนที่ไปยังเกาะไหหลำ ประเทศจีน และจะขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ในวันที่ 17 กันยายน 2557 ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ในช่วงวันที่ 16-18 กันยายน 2557 โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักไว้ด้วย

อนึ่ง มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทย ทำให้ประเทศไทยมีฝนในเกณฑ์กระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 60-80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กในบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 15-18 กันยายน 2557 นี้




ฉัตรชัย พวงขจร /ข่าว /พิมพ์



   

เกิดรถบรรทุกพ่วงเทรลเลอร์ขนลำไยชนรถยนต์เก๋ง บาดเจ็บ 3 ราย ที่บริเวณถนนสายพะเยา-เชียงคำ บ้านทุ่งต้นศรี ซึ่งถือเป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

เมื่อวานนี้ (14 ก.ย.57)ได้เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกพ่วงเทรลเลอร์ 18 ล้อ ชนประสานงากับรถยนต์เก๋งที่บริเวณ ถนนสายพะเยา-เชียงคำ กม.ที่ 36 ทางโค้งแยกบ้านทุ่งต้นศรี หมู่ที่ 8 ต.ห้วยลาน อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ซึ่งเป็นโค้งมรณะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้าแจ๊ส สีขาว หมายเลขทะเบียน ฏฮ.916 กทม.จอดอยู่ฝังซ้าย ขาขึ้น อ.เชียงคำ สภาพด้านหน้าพังยับเยิน ผู้บาดเจ็บทราบเพียงแค่ ชายและหญิง คนขับได้รับบาดเจ็บ แขนหัก และอีกรายเป็นหญิงได้รับบาดเจ็บ ถูกพลเมืองดีนำส่งโรงพยาบาลดอกคำใต้ และใกล้ๆ กันพบรถบรรทุกพ่วงเทรลเลอร์ 18 ล้อ หมายเลขทะเบียน 70-1528 สุพรรณบุรี ที่บรรทุกลำไยเต็มคันรถ ตกลงไปอยู่ข้างทางฝั่งขวา มุ่งหน้า อ.ดอกคำใต้ สภาพด้านหน้าขวาของรถพังเสียหาย โดยคนขับรถได้รับบาดเจ็บที่แขนซ้าย

จากการสอบถามนายนภดล สิงหา อายุ 33 ปี ชาว ต.ตาคลี อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ คนขับรถบรรทุกพ่วงเทรลเลอร์ 18 ล้อ ซึ่งอยู่ในการอาการตกใจกับเหคุการณ์ที่เกิดขึ้น ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนเองได้ขับรถบรรทุกลำไยมาจาก อ.ป่าแดด จ.เชียงราย เพื่อจะนำผลผลิตมาส่งต่อที่ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ซึ่งก่อนมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้งซ้าย ได้มีรถยนต์เก๋งคู่กรณีขับมาด้วยความเร็ว และคร่อมกินเลนส์ขวาเข้ามา ตนเองได้พยายามหักหลบแต่ไม่พ้น ประกอบกับช่วยเกิดเหตุได้มีฝนตกลงมา ทำให้รถยนต์เก๋งพุ่งชนด้านขวารถเทรลเลอร์เข้าอย่างจัง ก่อนที่ตนจะพยายามประคองรถแต่บังคับไม่อยู่รถลื่นไถลตกลงไปข้างทางฝั่งด้านขวาของถนน ทำให้ตนเองและคู่กรณีได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ซึ่งสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริงเจ้าหน้าที่จะได้สืบสวนต่อไป

สำหรับจุดเกิดเหตุบริเวณถนนสายพะเยา-เชียงคำ กม.ที่ 36 ซึ่งเป็นทางโค้ง แยกบ้านทุ่งต้นศรี หมู่ที่ 8 ต.ห้วยลาน อ.ดอกคำใต้ เป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และแต่ละครั้งก็มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ส.ค.57 ที่ผ่านมา ได้เกิดอุบัติเหตุรถเทรลเลอร์ 18 ล้อชนประสานงากับรถบัสโดยสารประจำทาง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 7 ราย ซึ่งปัญหาดังกล่าวทางผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาได้สั่งการให้ขนส่งจังหวัด หาทางแก้ไข เนื่องจากเป็นช่วงทางโค้งลงเขายาว รถใช้ความเร็วค่อนข้างสูง จึงได้สั่งการให้ตั้งจุดตรวจชะลอความเร็วรถ เพื่อป้องกันความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น แต่แล้วก็มาเกิดเหตุซ้ำขึ้นอีก เพียงแต่ครั้งนี้ไม่มีผู้เสียชีวิตมีแต่ผู้บาดเจ็บเท่านั้น



ข่าวโดย : ทีมข่าว สวท.พะเยา
หน่วยงาน : สวท.พะเยา

ศูนย์พัฒนาสังคมหน่วยที่ 31 จังหวัดพะเยา จัดงาน "มหกรรมรวมพล คนสร้างสุขสู่ดงเจน"

วันนี้ (15 ก.ย. 57) ที่โรงเรียนบ้านร้อง ต.ดงเจน อ.ภูกามยาว จ.พะเยา นายสุวิทย์ สุริยะวงศ์ นายอำเภอภูกามยาว เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมรวมพล คนสร้างสุขสู่ดงเจน” ซึ่งจัดขึ้นโดยศูนย์พัฒนาสังคมหน่วยที่ 31 จังหวัดพะเยา เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานโครงการตำบลต้นแบบการพัฒนาสังคมและการจัดสวัสดิการสังคมและส่งเสริมให้เกิดตำบลแม่แบบการพัฒนาสังคมและจัดสวัสดิการสังคมที่ได้มาตรฐานในพื้นที่ตำบล/ชุมชน ซึ่งสามารถเป็นแบบอย่างแก่พื้นที่ตำบล/ชุมชน โดยมีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

สำหรับกิจกรรมภายในงานมีการแสดงของกลุ่มแม่บ้าน การแสดงวิถีชีวิตของชุมชน การแสดงสินค้าผลผลิตภัณฑ์ชุมชน , เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมตำบล/ชุมชนที่ได้มาตรฐาน



ข่าวโดย : ทีมข่าว สวท.พะเยา
หน่วยงาน : สวท.พะเยา

อบจ.พะเยา นำรถดั้ม และแม็คโครคอยาว ช่วยกำจัดผักตบชวา หลังลมเหนือพัดเข้าฝั่งตัวเมืองเหนือน้ำกว๊านถูกปกคลุมด้วยผักตบชวากว่า 5,000 ไร่

วันนี้ (15 ก.ย.57) ที่บริเวณกว๊านพะเยา นายวรวิทย์ บุรณศิริ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ อบจ.พะเยา ลงพื้นที่ตรวจสภาพกว๊านพะเยา หลังลมเหนือพัดผักตบชวาปกคลุมผิวน้ำกว๊านกว่า 5,000 ไร่ พร้อมให้นำแม็คโครคอยาว รถดั้ม และกำลังคน เข้าช่วยกำจัดผักตบชวา โดยทางจังหวัดพะเยา ซึ่งนำโดย นายชูชาติ กีฬาแปง ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา พร้อมด้วยนายนิมิต วันไชยธนวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา จังหวัดทหารบก ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 จังหวัดพะเยา โยธาธิการและผังเมืองจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เทศบาลเมืองพะเยา กลุ่มผู้เข้ารับการบำบัดของศูนย์บำบัดยาเสพติด กองอาสารักษาดินแดนจังหวัดพะเยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมกำลังแบบบูรณาการช่วยกำจัดผักตบชวา เริ่มจากด้านหน้าบริเวณพ่อขุนงำเมือง ซึ่งถือว่ารุนแรงในรอบ 2 ปี นอกเหนือจากบดบังทัศนียภาพที่สวยงามแล้ว ทางด้านคุณภาพน้ำที่เริ่มมีการเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็น คาดว่าจะใช้ระยะเวลาหลายวันที่จะทำให้กว๊านพะเยาสวยงามดังเดิมพร้อมรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาถ่ายรูป หลังจากนี้จะได้หารือเพื่อหามาตรการแก้ไขต่อไป



ข่าวโดย : ทีมข่าว สวท.พะเยา
หน่วยงาน : สวท.พะเยา

ททท.สำนักงานแพร่ จัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวเชียงราย หลังแผ่นดินไหว “มั่นใจ...เชียงราย เที่ยวได้”

นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ ผู้อำนวยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ ซึ่งรับผิดชอบการส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดแพร่ น่าน อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ตามที่จังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียงประสบภัยแผ่นดินไหวขนาด 6.3 แมกนิจูด เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 และมี After Shock ต่อเนื่อง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบในเรื่องภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย และจังหวัดใกล้เคียง และทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าจังหวัดเชียงรายมีการชะลอตัวลง ซึ่งส่งผลต่อการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวในเขตจังหวัดใกล้เคียงด้วย

ททท. สำนักงานแพร่ (แพร่ น่าน อุตรดิตถ์) จึงได้ร่วมมือกับ ททท. สำนักงานเชียงราย (เชียงราย พะเยา) จัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวเชียงรายหลังแผ่นดินไหว "มั่นใจ...เชียงราย เที่ยวได้” เมื่อวันที่ 6 – 8 กันยายน 2557 ที่ผ่านมา โดยได้เชิญผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว สื่อมวลชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดแพร่ น่าน และอุตรดิตถ์ จำนวน 80 ท่าน เดินทางไปจังหวัดเชียงราย เพื่อสำรวจแหล่งท่องเที่ยว และสัมผัสความเป็นจริงในพื้นที่ด้วยตนเอง จากนั้นนำข้อมูลความพร้อมของจังหวัดเชียงรายที่ได้พบเห็นมาเผยแพร่ต่อ อันจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้คณะเดินทาง ยังได้ร่วมกันบริจาคเงินให้กับกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวของจังหวัดเชียงราย เป็นจำนวนเงิน 15,000 บาท อีกด้วย การเดินทางไปจังหวัดเชียงรายตามกิจกรรม "มั่นใจ เชียงรายเที่ยวได้” ครั้งนี้ คาดว่าจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปเชียงรายได้มากขึ้น อันจะส่งผลต่อการเดินทางเชื่อมโยงไปยังจังหวัดใกล้เคียงอีกด้วย

ททท.สำนักงานแพร่ จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและผู้สนใจเดินทางไปท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ซึ่งนอกจากจะได้สัมผัสความงดงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมแล้ว ยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงราย และจังหวัดใกล้เคียงอีกด้วย ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลการเดินทางและการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ได้ที่ ททท.สำนักงานเชียงราย โทรศัพท์ 053717433 หรือสอบถามการเดินทางท่องเที่ยวแพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ได้ที่ ททท.สำนักงานแพร่ โทรศัพท์ 0 5452 1127




พวงพยอม  คำมุง / ข่าว

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่สำรวจสภาพปัญหาคลองแม่ข่า เพื่อแก้ไขปัญหาคลองแม่ข่าเน่าเสียอย่างยั่งยืน

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่สำรวจสภาพปัญหาคลองแม่ข่า ในพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เดินหน้าโครงการคืนน้ำใสให้คลองแม่ข่าเพื่อแก้ไขปัญหาคลองแม่ข่าเน่าเสียอย่างยั่งยืน

วันนี้ (15 กันยายน 2557) เวลา 13.00 น. นายชนะ แพ่งพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นำคณผู้เกี่ยวข้องลงพื้นที่ประตูระบายน้ำ สะพานแม่ข่า ถนนมหิดล (ฝั่งติดตำบลป่าแดด) อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในโครงการคืนน้ำใสให้คลองแม่ข่า ตามแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำแม่ข่าแบบบูรณาการ โดยการปล่อยน้ำดี เพื่อไล่น้ำเสีย โดยทางคณะได้สำรวจสภาพคลองแม่ข่าและชุมชนบริเวณเขตต่อระหว่าง เทศบาลตำบลป่าแดด กับเทศบาลนครเชียงใหม่ และพบปะกับผู้แทนชุมชนตำบลป่าแดด ต่อจากนั้นเดินทางไปยังสะพานแม่ข่า ถนนวงแหวนรอบสอง เพื่อสำรวจสภาพคลองและชุมชนริมคลอง เดินทางไปยังอาคารสูบน้ำแม่ข่า บ้านดอนชัย ตำบลป่าแดด เพื่อสำรวจสภาพน้ำและจุดที่น้ำแม่ข่าถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำปิง เป็นจุดท้ายน้ำที่ได้รับผลกระทบ หลังจากนั้นเดินทางไปตำบลสบข่า อำเภอหางดง ซึ่งเป็นจุดบรรจบน้ำแม่ข่ากับแม่น้ำปิง ระหว่างทางสำรวจสภาพพื้นที่ต่างๆ ตามลำน้ำแม่ข่า ผ่าโรงบำบัดน้ำเสียแม่ข่า (บ้านท่าใหม่อิ) ซึ่งยังพบปัญหาว่า หลังจากเริ่มดำเนินการพบขยะลอยมาตลอดสายของคลองแม่ข่าและมากระจุกตัวบริเวณที่ต่างๆ เช่นที่ประตูน้ำ และใต้สะพาน

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจช่วงต่อระหว่างเทศบาลนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นชุมชนใหญ่ ซึ่งน้ำเสียส่วนใหญ่มาจากชุมชน ซึ่งมีอยู่หลายส่วนมีทั้งอาคารขนาดใหญ่ บ้านเรือนราษฎรที่มีการปล่อยสิ่งที่ทำให้น้ำเสื่อมสภาพ นอกจากนั้นยังพบว่ามีการก่อสร้างของส่วนราชการ เป็นการก่อสร้างคานยึดท่อต่อจากนี้จะมีการประชุม เพื่อปรึกษาหารือกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ต้องมีการรื้อออกให้หมดสิ่งไหนก็ตามที่เป็นสิ่งก่อสร้างที่ขวางลำน้ำ การที่ส่งน้ำมาแล้วจะต้องไม่มีสิ่งใดขวาง เพื่อให้น้ำที่ส่งมาจากลำน้ำชลประทาน น้ำสายที่มาจากอำเภอแม่ริม และสามารถไหลมาอย่างสะดวกเชื่อมโยงในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ ซึ่งมีการบวนการที่ทำให้น้ำสะอาดยิ่งขึ้น จนกระทั่งมาถึงตำบลป่าแดดและไหลไปยังอำเภอหางดง ขณะนี้ยังเห็นขยะที่มีอยู่ สิ่งปฏิกูลต่างที่ยังรวมกันอยู่เป็นโคลนดินอยู่ใต้สะพาน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่กีดขวางลำน้ำรวมถึงสิ่งก่อสร้างต่างๆ ซึ่งในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุมกัน เพื่อที่ให้มีการดำเนินการอย่างจริงจังและโดยเร็วต่อไป ส่วนเรื่องที่ดินของประชาชนที่อยู่ติดกับลำน้ำแม่ข่า ในส่วนนี้มีการออกโฉนดที่ดิน มาพูดคุยในรายละเอียดว่าจะต้องห่างคลองแม่ข่าเท่าไรต้องใช้หลักของกฎหมายมาเป็นแนวทางปฏิบัติเป็นระเบียบเดียวกันทั้งสายคลองนี้ในระยะทาง 30 กิโลเมตรนี้ จะมีการให้โอกาสทุกๆคนได้นำเสนอข้อเท็จจริงต่างๆ ทางราชการจะไม่ทำอะไรที่เป็นผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน



ข่าวโดย : ณัฏฐ์ สินันตา / วิราพร ตันเต/อนันต์ ชุ่มใจ
    หน่วยงาน : ส.ปชส.เชียงใหม่

กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ "อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบกับประเทศไทย" ในภาคเหนือ

กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ "อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบกับประเทศไทย" ในภาคเหนือ เพื่อเผยแพร่รายงานผลการดำเนินงาน ฯ ตามอนุสัญญาฯ และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการฯ ให้ทุกภาคส่วนมีความตระหนักในการปฏิบัติตามหลักการของอนุสัญญาฯ

วันนี้ (15 ก.ย.57) เวลา 10.00 น. ณ โรงแรมฮอลิเดย์อินน์ จังหวัดเชียงใหม่ นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบกับประเทศไทย” ในภาคเหนือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่รายงานผลการดำเนินงาน ฯ ตามอนุสัญญาฯ และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการฯ ให้ทุกภาคส่วนมีความตระหนักในการปฏิบัติตามหลักการของอนุสัญญาฯ

ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546 และอนุสัญญาฯ มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งประเทศไทยมีพันธะผูกพันที่จะต้องดำเนินการ 4 ประการ ดังนี้
    1. การประกันให้เกิดสิทธิต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาฯ
    2. การปฏิบัติให้เกิดสิทธิตามที่รับรองไว้ในอนุสัญญาฯ ด้วยความก้าวหน้า
    3. การเผยแพร่หลักการของสิทธิที่ระบุไว้ในอนุสัญญาฯ อย่างกว้างขวาง
    4. การจัดทำรายงานสถานการณ์และปัญหาอุปสรรคภายในประเทศ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติแห่งองค์การสหประชาชาติ และประเทศไทยได้ส่งรายงานผลการดำเนินงานตามอนุสัญญาต่อคณะกรรมการฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคณะกรรมการฯ ได้มีข้อเสนอแนะให้มีการเผยแพร่รายงานผลการดำเนินการฯ และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการฯ ต่อภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง

สำหรับสาระสำคัญของรายงานประเทศจะครอบคลุม 4 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย ประเด็นตามกฎหมาย ประเด็นทางตุลาการ กระบวนการยุติธรรม ประเด็นทางการบริหารประเทศของรัฐบาล และมาตรการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนข้อเสนอแนะของคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติต่อไทย จากรายงานความคืบหน้าของการดำเนินงานของประเทศไทยตามอนุสัญญาฯ ขจัดการเลือกปฏิบัติฯ ที่กรุงเจนีวา พ.ศ.2555 (ฉบับที่ 1-3) จำนวน 34 ข้อ ซึ่งส่งให้ประเทศไทยเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2555 ที่เกี่ยวข้องกับภาคเหนือ มีดังนี้

ข้อเสนอแนะข้อที่ 25 ผู้หนีภัยการสู้รบและผู้แสวงหาที่พักพิง เนื่องจากมีแนวชายแดนติดต่อกับประเทศเมียนมาร์ ประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านอพยพหนีภัยเข้ามาตลอดปี มีสถานที่พักพิงชั่วคราวในจังหวัดตาก ประชาชนประเทศเมียนมาร์มาใช้บริการโรงพยาบาล ฯลฯ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยใช้มาตรการทางกฎหมายและกระบวนการที่เหมาะสมในการคุ้มครองผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงให้สอดคล้องหลักการสากลด้านสิทธิมนุษยชน และให้ลงทะเบียนกับกลไกคณะกรรมการประจำจังหวัด ส่วนข้อเสนอแนะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคเหนือ ได้แก่ ข้อห่วงใยต่อกลุ่มชนเผ่า ชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่อาจมีปัญหา ความแตกต่างทางภาษา ปัญหาการเงิน ปัญหาสภาพภูมิประเทศ ภูมิศาสตร์ การไม่จดทะเบียนการเกิด และเป็นบุคคลไร้รัฐ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการ สิทธิทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง

สำหรับการขับเคลื่อนต่อไป – อนาคต ได้แก่ การประกันให้เกิดสิทธิตามอนุสัญญา การปฏิบัติให้เกิดสิทธิตามอนุสัญญา การเผยแพร่หลักการของอนุสัญญาฯ อย่างกว้างขวาง การจัดทำรายงานประเทศ เสนอต่อองค์การสหประชาชาติตามวาระที่กำหนดในอนุสัญญา โดยมีเป้าหมายผลผลิตในปีงบประมาณ 2558 ประกอบด้วย ได้ข้อมูลจากการลงพื้นที่ทั่วประเทศ ได้ร่างรายงานประเทศฉบับต่อไป (ฉบับรวมที่ 4 – 7 โดยเป็นข้อมูล พ.ศ.2552 – 2558) กำหนดส่งรายงานประเทศภายในวันที่ 28 มกราคม 2559


ข่าวโดย : ราตรี จักร์แก้ว
    หน่วยงาน : ส.ปชส.เชียงใหม่


วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

สำนักงานขนส่งจังหวัดพะเยา จัดกิจกรรมอบรมเสริมความรู้การขับขี่ปลอดภัยและรณรงค์ส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัย

วันนี้ (10 ก.ย.57) นายโสภณ พิทักษ์สาลี ขนส่งจังหวัดพะเยา เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมอบรมเสริมความรู้การขับขี่ปลอดภัยและรณรงค์ส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัย ตามโครงการรณรงค์ส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัย ประจำปีงบประมาณ 2557 พร้อมร่วมปล่อยขบวนรณรงค์ส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัย ณ สำนักงานเทศบาลตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ซึ่งสำนักงานขนส่งจังหวัดพะเยา ร่วมกับเทศบาลตำบลท่าวังทองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดขึ้น เพื่อ เสริมสร้างจิตสำนึกในการขับขี่ปลอดภัยและวินัยจราจร พร้อมนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันต่อไป โดยมีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

นายโสภณ พิทักษ์สาลี ขนส่งจังหวัดพะเยา กล่าวว่า ปัญหาการเกิดอุบติเหตุเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันที่จะดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในชุมชน ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนนอย่างถูกต้องและปลอดภัยรวมถึงเรื่องของกฎหมายจราจร จากวิทยากรที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ เพื่อสร้างจิตสำนึกการขับขี่ปลอดภัยและวินัยจราจรให้เกิดขึ้นในชุมชนและสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมต่อไป



ข่าวโดย : ทีมข่าว สวท.พะเยา
หน่วยงาน : สวท.พะเยา

โรงพยาบาลพะเยา จัดโครงการประชาสัมพันธ์งานบริการการแพทย์ฉุกเฉินเชิงรุกต่อเนื่องในกลุ่มเสี่ยง‏

นพ.ไชยเวช ธนไพศาล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพะเยา เปิดเผยว่า การเจ็บป่วยฉุกเฉินที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งจากอุบัติเหตุและเจ็บป่วยฉุกเฉิน เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมอง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไต โรคปอด หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมทันท่วงทีแล้วอาจจะทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต อวัยวะ หรือเกิดความบกพร่องในการทำงานของอวัยวะสำคัญ หรือเกิดการตายก่อนถึงวัยอันควรและเกิดความทุกข์ทรมาน นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศด้วย ดังนั้นโรงพยาบาลพะเยา จึงได้จัดโครงการอบรมอาสาฉุกเฉินชุมชนและโครงการประชาสัมพันธ์งานบริการการแพทย์ฉุกเฉินเชิงรุกในกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่องในกลุ่มเสี่ยง ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาและจัดระบบบริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน ครอบคลุม ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้ โดยออกบริการเชิงรุกในหน่วยบริการปฐมภูมิเครือข่ายอำเภอเมืองและอำเภอภูกามยาว จำนวน 5 รุ่น ในวันที่ 8 ,15,19, 22 และ 23 กันยายน 2557 ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น.

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพะเยา ยังกล่าวด้วยว่า เมื่อ ปี พ.ศ. 2553-2555 พบว่า จำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นทั้งในกลุ่มผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุและเจ็บป่วยฉุกเฉิน และได้มีการพัฒนางานบริการการแพทย์ฉุกเฉินตามตัวชี้วัดของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) อย่างต่อเนื่องในปี พ.ศ.2555 พบว่ามีผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินในระดับวิกฤตและเร่งด่วน(Emergency) เพียงร้อยละ 15 หรือจำนวน 346 รายเท่านั้นที่ถูกนำส่งโดยระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน และจำนวนดังกล่าวยังถูกนำส่งโดยหน่วยบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่เหมาะสมกับศักยภาพอีกถึงร้อยละ 21.68 นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องคุณภาพการรักษาพยาบาล ณ จุดเกิดเหตุและระหว่างนำส่งที่ไม่เหมาะสมอีกร้อยละ 1.87 ที่ผ่านมางานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ได้จัดทำโครงการอบรมอาสาฉุกเฉินชุมน ในช่วงเดือน ส.ค.- ก.ย.56 จำนวน 10 รุ่น มีอาสาฉุกเฉินที่ขึ้นทะเบียนแล้วจำนวน 779 คน และประชาสัมพันธ์งานบริการการแพทย์ฉุกเฉินเชิงรุกในกลุ่มเสี่ยงตามคลินิกพิเศษต่างๆ และงานผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลในช่วงเดือน ส.ค.- ต.ค.56 ปี พ.ศ.2556 พบว่า มีผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินในระดับวิกฤตและเร่งด่วน (Emergency) เพียงร้อยละ 10.41 เท่านั้น แจ้งผ่าน 1669 มีร้อยละ 74.32 ระยะออกให้บริการภายใน 3 นาที มีร้อยละ 68.9 ระยะการได้รับการรักษา ณ จุดเกิดเหตุภายใน 10 นาที มี่ร้อยละ 68.79 และคุณภาพการรักษา ณ จุดเกิดเหตุและระหว่างนำส่งเหมาะสมมีร้อยละ 99.79



ข่าวโดย : ทีมข่าว สวท.พะเยา
หน่วยงาน : สวท.พะเยา

ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำที่บริเวณประตูระบายน้ำลำน้ำอิง เนื่องจากปริมาณน้ำเกินกว่าที่กว๊านจะกักเก็บไว้ พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือช่วยเหลือเกษตรกร

วานนี้ (9 ก.ย.57) นายชูชาติ กีฬาแปง ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา พร้อมด้วยนายสุวิทย์ สุริยะวงศ์นายอำเภอภูกามยาว , นางอาภาภรณ์ นาควัชระ ประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา นำสื่อมวลชนลงพื้นที่บ้านห้วยทรายขาว หมู่ที่ 16 ต.ห้วยแก้ว อ.ภูกามยาว เพื่อติดตามสถานการณ์ปริมาณน้ำที่บริเวณประตูระบายน้ำลำน้ำอิง ซึ่งเป็นประตูแห่งสุดท้ายที่บริหารจัดการปริมาณน้ำที่รับน้ำมากจากกว๊านพะเยา โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าประตูน้ำดังกล่าวได้เปิดระบายเต็มที่ ส่งผลให้น้ำจำนวนมากไหลเข้าท่วมนาข้าวนับ 1,000 ไร่ หลังจากเจ้าหน้าที่มีความจำเป็นต้องปล่อยพร่องน้ำจากกว๊านพะเยา เนื่องจากปริมาณน้ำเกินกว่าที่กว๊านจะกักเก็บไว้ได้แล้ว ล่าสุดทำให้นาข้าวในพื้นที่ ต.ห้วยลาน อ.ดอกคำใต้ และพื้นที่ ต.ห้วยแก้ว อ.ภูกามยาว ถูกน้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งขณะนี้พบต้นข้าวที่เริ่มยืนต้นตายบ้างแล้ว

ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ได้สั่งการให้นายอำเภอภูกามยาว และนายอำเภอดอกคำใต้ ร่วมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

อย่างไรก็ตามหากในระยะนี้ไม่มีฝนตกลงมา ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะสามารถบริหารจัดการน้ำไม่ให้เกิดผลกระทบไปมากกว่านี้ได้ แต่หากเกิดฝนตกซ้ำลงมาอีก ก็อาจจะส่งผลให้นาข้าวของเกษตรกรได้รับความเสียหายเพิ่มมากขึ้น



ข่าวโดย : ทีมข่าว สวท.พะเยา
หน่วยงาน : สวท.พะเยา

ปลุกพลังชาวแพร่ร่วมเฟ้นหาครูเพื่อเสนอชิงรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี

จังหวัดแพร่เชิญชวนศิษย์เก่า หรือสถานศึกษา องค์กรภาครัฐและเอกชน เสนอชื่อครูเข้ารับการคัดเลือกเข้ารับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี

นายชเนรินทร์ สมินทรปัญญา ประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่ ในฐานะคณะกรรมการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีระดับจังหวัด กล่าวว่า ด้วยคณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี จะคัดเลือกครูในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวน 11 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย ลาว พม่า กัมพูชา มาเลเชีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ บรูไน อินโดนีเชีย และ ติมอร์เลสเต ประเทศละ 1 คน เข้ารับพระราชทานรางวัลดังกล่าวจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ซึ่งรางวัลนี้มีความแตกต่างจากรางวัลอื่นตรงที่การมุ่งเฟ้นหา ครูที่อุทิศตนสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์ หรือเป็นผู้มีคุณูปการแก่วงการศึกษาไทย ซึ่งมิได้วัดเป็นเพียงผู้สอนดีหรือมีความเป็นเลิศทางผลงานเชิงเอกสารเท่านั้น

ประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่กล่าวอีกว่า การเสนอชื่อครูเพื่อให้ได้รับรางวัลระดับจังหวัดสำหรับประเทศไทยนั้น ผู้ที่จะเสนอได้มาจาก 4 ด้าน คือด้านแรกศิษย์เก่าที่อายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีเป็นผู้เสนอ ศิษย์ 1 คนสามารถส่งครูได้ 1 คน ด้านที่สองสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโดยความเห็นชอบของกรรมการสถานศึกษาเสนอได้สถานศึกษาละ 1 คน ด้านที่สาม สมาคมมูลนิธิและองค์กรเป็นนิติบุคคลมีภารกิจส่งเสริมการเรียนรู้ เสนอได้องค์กรละ 1 คน และสุดท้ายด้านที่สี่ องค์กรภาครัฐและเอกชนที่มีการคัดเลือกครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเสนอได้ 1 คน

วิธีการคัดเลือกระดับจังหวัดจะคัดเลือกจากผู้ที่เสนอมาทางศิษย์เก่า ทางสถานศึกษา และ ทางสมาคมมูลนิธิองค์กรที่เป็นนิติบุคคล ให้เหลือหนึ่งคนตามโควตาที่จังหวัดแพร่ได้รับ เสนอไปยังคณะกรรมการส่วนกลางซึ่งผู้ได้รับการคัดเลือกจากจังหวัดและทั่วประเทศเสนอไปรวม 159 รายนี้ ชั้นต้นจะได้รับรางวัลครูขวัญศิษย์ทันที ส่วนที่เสนอทางองค์กรภาครัฐและเอกชนที่มีการคัดเลือกครูอยู่แล้วนั้นสามารถเสนอไปยังส่วนกลางเองได้ไม่ต้องผ่านการคัดเลือกระดับจังหวัด

จากนั้นครั้งที่ 2 คณะกรรมการส่วนกลางจะคัดเลือกจากที่จังหวัด รวมทั้งที่องค์กรภาครัฐและเอกชนเสนอ ให้เหลือไม่เกิน 20 คน ผู้ที่ได้คะแนนลำดับที่ 4 ถึง 20 จะได้รางวัลครูยิ่งคุณ คะแนนลำดับที่ 2 ถึง 3 รับรางวัลคุณากร และผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดหรืออันดับหนึ่งถึงจะรับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ซึ่งจะได้เหรียญรางวัล ประกาศนียบัตร และเงินรางวัล 10,000 เหรียญสหรัฐ โดยเข้ารับพร้อมกับประเทศอื่นๆในวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2558

ศิษย์เก่าหรือ สถานศึกษา องค์กรภาครัฐเอกชนใดสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับใบสมัครได้ที่สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่ หรือที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่เขต 1 ได้ทุกวันทำการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป



ปชส.แพร่/ข่าว

จังหวัดแพร่ กำหนดจัดพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณสองมหาบุรุษเมืองแพร่ ประจำปี 2557

จังหวัดแพร่กำหนดจัดพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณสองมหามหาวีรบุรุษจังหวัดแพร่ ในวันที่ 26 กันยายน 2557 ที่บริเวณอนุสรณ์สถานสองมหาวีรบุรุษเมืองแพร่ ตำบลแม่หล่าย อำเภอเมืองแพร่

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่รายงานว่า ตามที่จังหวัดแพร่โดยข้าราชการ ประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมกันจัดสร้างอนุสาวรีย์ขุนหลวงพล  หรือปู่พญาพล และพญาเมืองชัย หรือพระยาศรีสุริยวงศ์ สองมหาวีรบุรุษเมืองแพร่ขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ที่ตำบลแม่หล่าย อำเภอเมืองแพร่ และมีการจัดพิธีบวงสรวงเปิดอนุสาวรีย์มหาบุรุษเมืองแพร่ และพิธีสืบชะตาหลวง เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2546 นั้น และมีมติกำหนดให้วันที่ 26 กันยายน ของทุกปีจัดพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณสองมหามหาวีรบุรุษจังหวัดแพร่ โดยในปีนี้จังหวัดแพร่กำหนดให้มีพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณของสองมหาวีรบุรุษจังหวัดแพร่ในวันที่ 26 กันยายน 2557 ที่บริเวณอนุสรณ์สถานสองมหาวีรบุรุษจังหวัดแพร่ ที่ตำบลแม่หล่าย อำเภอเมืองแพร่ เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของสองมหาวีรบุรุษที่ได้บำเพ็ญประโยชน์อย่างใหญ่หลวงให้จังหวัดแพร่ในอดีต โดยเวลา 07.00 น. เริ่มพิธีบูชาท้าวทั้งสี่ เวลา 08.00 น. ฟ้อนรำบวงสรวง เวลา 09.00 น. ประธานในพิธีเปิดงานบวงสรวง กล่าวสดุดีวีรกรรมของสองมหาวีรบุรุษจังหวัดแพร่ ประกอบพิธีพราหมณ์ พิธีทางพระพุทธศาสนา

สำหรับประวัตินั้นเมื่อปี พ.ศ. 1371 ปู่พญาพลได้เป็นผู้นำในการบุกเบิก โดยนำคนไทยส่วนหนึ่งอพยพลงมาจากเมืองเชียงแสน ไชยบุรี และเชียงพวงคำ เพื่อสร้างบ้านแปงเมืองใหม่ บนที่ราบฝั่งน้ำยม และขนานนามว่า เมืองพลนคร ต่อมาปี พ.ศ. 1372 ได้รวมคนทุกเขตแขวงประกอบพิธีสร้างวัดขึ้นบริเวณข่วงตะวันตกคุ้มขนานนามว่า วัดหลวง และได้สร้างพระวิหารหลวงพลนคร เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าแสนหลวง ปู่พญาพลยังได้ปกครองดูแลความทุกข์ สุข ของประชาชน  ทั้งทางด้านการมองหาทำเลที่อยู่ ที่ทำกิน และปลูกฝังอบรม ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรมแก่พลเมือง ร่วมสืบทอดพระพุทธศาสนา แก้ไขปัญหาบ้านเมืองด้วยสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด  ทางด้านพญาเมืองชัยนั้นเป็นนักรบที่ชาญฉลาด และเป็นผู้ที่มีภูมิปัญญาควรแก่การยกย่องว่าเป็นปราชญ์ ซึ่งได้ทำศึกสงครามนำไพร่พลเมืองแพร่เข้ารบในสมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยสมเด็จพระเจ้าตากสินได้แต่งตั้งให้เป็น พระยาศรีสุริยวงศ์

จังหวัดแพร่จึงขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนข้าราชการ ประชาชน ร่วมพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณสองมหามหาวีรบุรุษจังหวัดแพร่ดังกล่าว สำหรับการแต่งกาย ชุดหม้อห้อม ชุดพื้นเมือง



ฉัตรชัย พวงขจร / ข่าว /พิมพ์ 

ค่านิยมไทย 12 ประการตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

การสร้างค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช. เพื่อสร้างสรรค์ประเทศไทยให้เข้มแข็ง

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่รายงานว่า ด้วยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. มีนโยบายในการสร้างคนในชาติให้เกิดความเข้มแข็ง เกิดความรักความสามัคคีปรองดอง สมานฉันท์ ด้วยการสร้างค่านิยมไทย 12 ประการให้กับเยาวชน และประชาชนทั่วไปในสังคมไทย ซึ่งประกอบด้วย

1. มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2. ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน

3. กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์

4. ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม

5. รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทย

6. มีศีลธรรม รักษาความสัตย์

7. เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย

8. มีระเบียบ วินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่

9. มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ

10. รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดารัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจาเป็น มีไว้พอกินพอใช้ ถ้าเหลือก็แจกจ่ายจาหน่าย และพร้อมที่จะขยายกิจการเมื่อมีความพร้อม เมื่อมีภูมิคุ้มกันที่ดี

11. มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ

12. คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง

หากประชาชนนำค่านิยมไทยทั้ง 12 ประการไปประพฤติปฏิบัติแล้ว จะส่งผลให้บ้านเมืองมีความสงบสุข มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เกิดการพัฒนา เกิดความเจริญในหลายๆด้าน





ฉัตรชัย พวงขจร / ข่าว
   
   

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจ.แม่ฮ่องสอนจัดโครงการปลูกป่า เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามราชกุมารี เนื่องในโอกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา 2 เมษายน 2558

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจ.แม่ฮ่องสอนจัดโครงการปลูกป่า เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามราชกุมารี เนื่องในโอกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา 2 เมษายน 2558

เช้าวันนี้(10 กย.2557) นายสุรพล พนัสอำพล ผู้ว่าราชการจ.แม่ฮ่องสอน เป็นประธานเปิดโครงการปลูกป่า เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามราชกุมารี เนื่องในโอกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา 2 เมษายน 2558 ที่สวนสาธารณะจังหวัดแม่ฮ่องสอน บ้านท่าโป่งแดง ตำบลผาบ่อง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน โดยมี เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ชาวบ้าน และนักเรียน กว่า 500 คน ร่วมปลูกต้นประดู่ มะม่วง ขี้เหล็ก และมะขามป้อม จำนวน 600 ต้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามราชกุมารี เนื่องในโอกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา 2 เมษายน 2558 อีกทั้งเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำให้เป็นแหล่งรองรับ กักเก็บ ระบาย และควบคุมการไหลของน้ำฝนสู่แหล่งน้ำลำธาร ตลอดจนให้ประชาชน เกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมต่อไป

สวนสาธารณะจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีเนื้อที่ 1,235 ไร่ เศษ เป็นที่ดินโฉนดในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯที่พระราชทานให้กับชาวแม่ฮ่องสอน โดยมีพระราชดำริให้จัดตั้ง เป็นสวนสาธารณะ เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน


ข่าวโดย : เอกณรินทร์ ใจมะโน
    หน่วยงาน : สวท.แม่ฮ่องสอน

สำนักงานเกษตรจังหวัดแม่ฮ่องสอน เตรียมจัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

สำนักงานเกษตรจังหวัดแม่ฮ่องสอน เตรียมจัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

นายวุฒิฉัตร เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา เกษตรจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดแม่ฮ่องสอน เตรียมจัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ครั้งที่ 4/2557 ในวันที่ 11 กันยายน 2557 ที่บริเวณที่ว่าการอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องอสน ตั้งแต่เวลา 09.30 น. เป็นต้นไป เพื่อให้บริการคลินิกเกษตรและบริการด้านวิชาการจากหน่วยงานภาครัฐให้กับเกษตรกรในพื้นที่ และมีกิจกรรมการประกวดผลผลิตทางการเกษตร ได้แก่ กล้วยน้ำว้า มะละกอแขกดำ และฟักเขียว โดยสามารถส่งผลผลิตได้ที่เกษตรอำเภอทุกอำเภอ ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 11 กันยายน 2557

ในงานเปิดให้บริการด้านวิชาการ และการวิเคราะห์ปัญหาด้านพืช ด้านสัตว์ ด้านประมง ด้านดิน ด้านบัญชี ด้านชลประทาน ด้านสหกรณ์ ด้านส.ป.ก. ด้านกฎหมาย การเจาะเลือดเพื่อหาปริมาณสารพิษตกค้างในร่างกาย และการวิเคราะห์ธาตุอาหารในดิน ไร่นา ชมนิทรรศการเกษตร การเพิ่มผลผลิตพืช การใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันโรคพืช เพื่อผลิตอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษ และนิทรรศการสนับสนุนโครงการสายใยรักแห่งครอบครัวในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และจำหน่ายสินค้าธงฟ้าราคาประหยัด


ข่าวโดย : วาสนา ไข่แก้ว
    หน่วยงาน : สวท.แม่ฮ่องสอน

เจ้าหน้าที่สวท.แม่ฮ่องสอน ร่วมกันพัฒนาทำความสะอาด ตัดหญ้า ตัดแต่งกิ่งไม้ ที่วัดพระธาตุดอยกองมู แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองแม่ฮ่องสอน เพื่อปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม

เจ้าหน้าที่สวท.แม่ฮ่องสอน ร่วมกันพัฒนาทำความสะอาด ตัดหญ้า ตัดแต่งกิ่งไม้ ที่วัดพระธาตุดอยกองมู แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองแม่ฮ่องสอน เพื่อปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม

เช้าวันนี้(10 กันยายน 2557)นางสาววาสนา ไข่แก้ว ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดแม่ฮ่องสอน นำเจ้าหน้าที่ สวท.แม่ฮ่องสอน ร่วมกันพัฒนาทำความสะอาด ตัดหญ้า ตัดแต่งกิ่งไม้ ต้นไม้ บริเวณ2 ข้างทางขึ้นวัดพระธาตุดอยกองมู อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองแม่ฮ่องสอน เพื่อปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม สร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะงานประเพณีปอยเหลิน 11 ระหว่างวันที่ 4-16 ตุลาคม 2557 อีกทั้งเป็นการเตรียมสถานที่สำหรับการจัดงานตักบาตรเทโวโลหณะ ประเพณีออกพรรษา

วัดพระธาตุดอยกองมู เดิมชื่อว่า วัดปลายดอน เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญของเมืองแม่ฮ่องสอน ภายในวัดประดิษฐานพระธาตุเจดีย์ที่สวยงาม 2 องค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่สร้างโดย"จองต่องสู่" เมื่อปีพุทธศักราช 2403 เป็นที่บรรจุพระธาตุของพระโมคคัลลานะ ซึ่งนำมาจากสหภาพเมียนม่าร์ ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์เล็กสร้างเมื่อปีพุทธศักราช 2417 โดย "พญาสิงหนาทราชา" เจ้าผู้ครองเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก จากจุดบนวัดพระธาตุดอยกองมู สามารถมองเห็น ภูมิประเทศ และสภาพตัวเมืองแม่ฮ่องสอนได้อย่างชัดเจนและสวยงาม

ข่าวโดย : เอกณรินทร์ ใจมะโน
    หน่วยงาน : สวท.แม่ฮ่องสอน

พบไม้สักแปรรูปเหลี่ยมซุกซ่อนในพงหญ้าและป่าละเมาะ อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

พบไม้สักแปรรูปเหลี่ยมซุกซ่อนในพงหญ้าและป่าละเมาะ อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เมื่อบ่ายวานนี้(9 ก.ย. 57) นายสมชาย โภคาเทพ ปลัดอำเภอ หน.ฝ่ายความมั่นคง นายวิศิษฐ์ ทวนชีพ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง สมาชิก อส.อ.แม่ลาน้อย ที่ 5 และ จนท.ตำรวจ สภ.แม่ลาหลวง ออกตรวจพื้นที่พบไม้สักแปรรูปเหลี่ยมซุกซ่อนในพงหญ้าและป่าละเมาะ ขนาดหนา 4 นิ้ว กว้าง 12 นิ้ว ยาว 2 เมตร จำนวน 5 แผ่น ปริมาตร 0.3 ลูกบาศก์เมตร ไม่พบผู้กระทำผิดในที่เกิดเหตุ จึงยึดของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่ลาหลวง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



ข่าวโดย : วาสนา ไข่แก้ว
    หน่วยงาน : สวท.แม่ฮ่องสอน

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแม่ฮ่องสอนเตรียมจัดจัดเวทีเสวนา โครงการประชาสัมพันธ์เสริมสร้างและปรับแต่งอัตลักษณ์ ( Identity ) ณ อำเภอแม่สะเรียง

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแม่ฮ่องสอนเตรียมจัดจัดเวทีเสวนา โครงการประชาสัมพันธ์เสริมสร้างและปรับแต่งอัตลักษณ์ ( Identity ) ณ อำเภอแม่สะเรียง ในวันที่ 11 กันยายน 2557

นางอ่อนศรี ศรีอัมพร ประชาสัมพันธ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่าสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแม่ฮ่องสอนเตรียมจัดจัดเวทีเสวนา โครงการประชาสัมพันธ์เสริมสร้างและปรับแต่งอัตลักษณ์ ( Identity ) ณ อำเภอแม่สะเรียง เพื่อสร้างเสน่ห์การท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 กลุ่มเป้าหมายสื่อมวลชน และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว จำนวน 100 คน เข้าร่วมเวทีเสวนาฯที่หอประชุมอำเภอแม่สะเรียง ทั้งนี้เวทีเสวนาได้มี สื่อมวลชน ผู้ประกอบการ ตามโครงการประชาสัมพันธ์เสริมสร้างและปรับแต่งอัตลักษณ์ ( Identity ) เพื่อสร้างเสน่ห์การท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ( เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน ) เพื่อเสริมสร้างและปรับแต่งอัตลักษณ์ พร้อมทั้งสร้างการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ให้มีภาพลักษณ์ที่ชัดเจน รวมถึงการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหว การส่งเสริมการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดให้ประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึง โดยมีกลุ่มเป้าหมายสื่อมวลชน อาสาสมัครประชาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้านและชุมชน ( อป.มช. ) และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ในพื้นที่ อ.สบเมย อ.แม่สะเรียง และอ.แม่ลาน้อย จำนวน 100 คน เข้าร่วมเวทีเสวนาฯ



ข่าวโดย : ทีมข่าว ส.ปชส.แม่ฮ่องสอน
    หน่วยงาน : ส.ปชส.แม่ฮ่องสอน

สร้างความเข้าใจขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมชุมชนแก่บุคลากร อบจ.ลำพูน

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2557 ที่ หอประชุม อบจ.ลำพูน ดร.นิรันดร์ ด่านไพบูลย์ นายก อบจ.ลำพูน เป็นประธานเปิดการอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมชุมชนแก่บุคลากร สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 เพื่อให้คณะผู้บริหาร ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ข้าราชการครูสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้างทุกส่วนราชการในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน จำนวน 300 คน ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ รับฟังความคิดเห็น วิธีการและสามารถนำแนวทางที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมชุมชนมาปรับใช้ในการขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมชุมชนให้สอดคล้องตามนโยบายของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ที่ว่า "ลำพูน นครแห่งทุนทางวัฒนธรรมชุมชน" และสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง

โดยดร.นิรันดร์ ด่านไพบูลย์ นายก อบจ.ลำพูน ได้เชิญชวนให้บุคลากรขององค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนทุกคนได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการเตรียมเมือง แต่งเมือง ได้ลงพื้นที่ไปสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับทุนทางวัฒนธรรมชุม แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดลำพูน เชิญชวนให้ร่วมกันแต่งกายด้วยชุดพื้นเมือง นอกจากนี้นางนิชาดา สุริยะเจริญ ปลัด อบจ.ลำพูน ได้ร่วมบรรยายในหัวข้อ “แนวคิดการขับเคลื่อนนโยบายทุนทางวัฒนธรรมชุมชนสู่การปฏิบัติ” และ ได้รับเกียรติจาก อาจารย์ธนภณ วัฒนกุล กรรมการบริหารสำนักบริการวิชาการมหาวิทยาลัยศิลปกร เป็นวิทยากรให้ความรู้หัวข้อ “แนวคิดการขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมชุมชน” ซึ่งอาจารย์ธนภณ วัฒนกุล เป็นที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนด้านทุนทางวัฒนธรรมชุมชน และเป็นผู้ริเริ่มใช้คำว่า “ลำพูน นครแห่งทุนทางวัฒนธรรมชุม”


ข่าวโดย : อุไรวรรณ ปิงแก้ว
    หน่วยงาน : ส.ปชส.ลำพูน

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี แจ้งหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก "ครูผู้สมควรได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี" ประจำปี 2558

นายดนัย ชยกล้าหาญ ประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน เปิดเผยเกี่ยวกับการคัดเลือกครูดีเด่นเพื่อรับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีว่า จากการที่มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ได้เป็นหน่วยงานหลักในการคัดเลือกผู้ได้รับรางวัล โดยมีหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ซึ่งรางวัลนี้จะเป็นรางวัลระดับนานาชาติมี 10 ประเทศในอาเซียน ร่วมคัดเลือกยอดครูแต่ละประเทศคู่ขนานไปกับประเทศไทย

ในส่วนของประเทศไทยต้องการให้รางวัลนี้สร้างการมีส่วนร่วมของคนทั้งประเทศ ซึ่งจะมีการเปิดให้เสนอรายชื่อผ่านประชาชนในท้องถิ่นมีสิทธิเสนอชื่อครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของแต่ละบุคคล โดยจะมีคณะกรรมการระดับจังหวัดในการคัดเลือกรายชื่อครูที่มีคุณสมบัติสูงตามเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองในระดับประเทศ ทั้งนี้ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับเหรียญรางวัล ประกาศเกียรติคุณ และเงินรางวัล 10,000 เหรียญสหรัฐฯ

รางวัลนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเฟ้นหา “ครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ศิษย์ สร้างแรงบันดาลใจแก่เพื่อนครู และคุณูปการแก่วงการศึกษาไทย” ซึ่งไม่ได้มุ่งวัดครูเพียงผลงานเชิงเอกสาร หรือเลือกที่ครูเป็นคนดีหรือสอนดีเท่านั้น ทั้งนี้ คุณสมบัติหลักของครูที่ถูกเสนอชื่อจะมีอายุการทำงานประมาณ 20 ปีขึ้นไป เป็นผู้สอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในสถานศึกษาของรัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเป็นครูนอกสถานศึกษา ยังทำการสอนหรือบำเพ็ญประโยชน์ด้านการศึกษาในปัจจุบัน และไม่เป็นครูผู้ประกอบอาชีพครูสอนพิเศษเป็นอาชีพหลัก


ข่าวโดย : อุไรวรรณ ปิงแก้ว
    หน่วยงาน : ส.ปชส.ลำพูน

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี แจ้งหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก "ครูผู้สมควรได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี" ประจำปี 2558

นายดนัย ชยกล้าหาญ ประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน เปิดเผยเกี่ยวกับการคัดเลือกครูดีเด่นเพื่อรับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีว่า จากการที่มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ได้เป็นหน่วยงานหลักในการคัดเลือกผู้ได้รับรางวัล โดยมีหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ซึ่งรางวัลนี้จะเป็นรางวัลระดับนานาชาติมี 10 ประเทศในอาเซียน ร่วมคัดเลือกยอดครูแต่ละประเทศคู่ขนานไปกับประเทศไทย

ในส่วนของประเทศไทยต้องการให้รางวัลนี้สร้างการมีส่วนร่วมของคนทั้งประเทศ ซึ่งจะมีการเปิดให้เสนอรายชื่อผ่านประชาชนในท้องถิ่นมีสิทธิเสนอชื่อครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของแต่ละบุคคล โดยจะมีคณะกรรมการระดับจังหวัดในการคัดเลือกรายชื่อครูที่มีคุณสมบัติสูงตามเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองในระดับประเทศ ทั้งนี้ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับเหรียญรางวัล ประกาศเกียรติคุณ และเงินรางวัล 10,000 เหรียญสหรัฐฯ

รางวัลนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเฟ้นหา “ครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ศิษย์ สร้างแรงบันดาลใจแก่เพื่อนครู และคุณูปการแก่วงการศึกษาไทย” ซึ่งไม่ได้มุ่งวัดครูเพียงผลงานเชิงเอกสาร หรือเลือกที่ครูเป็นคนดีหรือสอนดีเท่านั้น ทั้งนี้ คุณสมบัติหลักของครูที่ถูกเสนอชื่อจะมีอายุการทำงานประมาณ 20 ปีขึ้นไป เป็นผู้สอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในสถานศึกษาของรัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเป็นครูนอกสถานศึกษา ยังทำการสอนหรือบำเพ็ญประโยชน์ด้านการศึกษาในปัจจุบัน และไม่เป็นครูผู้ประกอบอาชีพครูสอนพิเศษเป็นอาชีพหลัก


ข่าวโดย : อุไรวรรณ ปิงแก้ว
    หน่วยงาน : ส.ปชส.ลำพูน

ขอเชิญชวนเสนอชื่อ "ครูผู้สมควรได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี" สำหรับประเทศประจำปี 2558

นายดนัย ชนกล้าหาญ ประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน เปิดเผยเกี่ยวกับการเสนอชื่อครูผู้สมควรได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีว่า สำหรับประเทศไทย สามารถทำได้ 3 ช่องทางในระดับจังหวัด คือ 1.) ศิษย์เก่าอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี เป็นผู้เสนอ 2.) สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษา และ 3.) สมาคมมูลนิธิ องค์กรที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และมีภารกิจส่งเสริมความรู้ เสนอได้องค์กรละ 1 ท่าน โดยครูผู้มีคุณสมบัติตามเกณฑ์จะได้รับการเสนอชื่อจากคณะกรรมการระดับจังหวัด ไปยังคณะกรรมการส่วนกลาง

นอกจากนี้ยังมีช่องทางให้องค์กรระดับชาติที่เคยจัดมอบรางวัลอย่างเป็นระบบ ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี สามารถเสนอชื่อครูไปยังคณะกรรมการส่วนกลาง องค์กรละ 1 ท่านได้โดยตรง ซึ่งครูที่ผ่านการคัดเลือกในระดับจังหวัดจะได้รับรางวัล “ครูขวัญศิษย์” ส่วนครูที่ผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการส่วนกลางจะได้รับรางวัล “ยิ่งครู” และครูที่ผ่านการคัดกรองเชิงลึกจะได้รับรางวัล “คุณากร” ก่อนที่คณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีจะพิจารณาตัดสินครูผู้สมควรได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เพื่อรับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 2 ตุลาคม 2558 ในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมายุ 60 พรรษา ซึ่งจะถือเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครูไทยที่ดีของเรา และครูดีของชาติต่างๆในอาเซียน


ข่าวโดย : อุไรวรรณ ปิงแก้ว
    หน่วยงาน : ส.ปชส.ลำพูน

จังหวัดลำพูน เชิญชวนศิษย์และสถานศึกษาต่างๆเสนอรายชื่อครูเพื่อเข้ารับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี

นายดนัย ชนกล้าหาญ ประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน เปิดเผยเกี่ยวกับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตระหนักในความสำคัญของการศึกษาอันเป็นพื้นฐานในการพัฒนาประเทศ จึงทรงอุทิศพระองค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนในระดับต่างๆมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาสในท้องถิ่นห่างไกลกันดารทั่วประเทศ โดยพระปรีชาสามารถในด้านการศึกษา ได้ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการงานอาชีพของพสกนิกรมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เป็นคุณูปการต่อการศึกษาทั้งในระดับชาติและนานาชาติ

ในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษาในปีพุทธศักราช 2558 สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา เห็นสมควรเฉลิมพระเกียรติทางด้านการศึกษาให้ปรากฏแผ่ไพศาลไปในนานาประเทศ จึงขอพระราชทานพระราชานุญาตจัดตั้งรางวัลระดับนานาชาติ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและขอพระราชทานพระราชานุญาตตั้งนามรางวัลว่า “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” หรือ “Princess Maha Chakri Award” และได้พระราชทานพระราชานุญาตให้จัดตั้งมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี (Princess Maha Chakri Award Foundation : MPCAF) เพื่อเป็นองค์กรหลักในการวางแผนการดำเนินงานและพิจารณารางวัลด้วย

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เป็นรางวัลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติครูผู้มีผลงานดีเด่น สร้างคุณประโยชน์แก่การศึกษาในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวม 11 ประเทศๆละ 1 รางวัล ดำเนินการทุกๆ 2 ปี โดยจะพระราชทานครั้งแรกในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นปีที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษาและผู้ได้รับการคัดเลือกทั้ง 11 คน จะได้เข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ประเทศไทย

โดยผู้ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี จะได้รับเหรียญรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประกาศนียบัตรเงินรางวัลๆละ 10,000 เหรียญสหรัฐฯ



ข่าวโดย : อุไรวรรณ ปิงแก้ว
    หน่วยงาน : ส.ปชส.ลำพูน

จังหวัดลำพูน เตรียมการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี

เช้าวันนี้ (10 ก.ย. 2557) ที่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถามศึกษาเขต 1 ได้มีการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี โดยมีรองศาสตราจารย์อุเทน ปัญโญ ผู้ทรงคุณวุฒิภาควิชาการเป็นประธานเพื่อพิจารณาแนวทางการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีของจังหวัดลำพูน

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เป็นรางวัลเพื่อยกย่องชูเกียรติครูผู้มีผลงานดีเด่นสร้างคุณประโยชน์ต่อการศึกษาในประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 11 ประเทศ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนามรางวัลว่า “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี”

สำหรับครูผู้มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อจะต้องเป็นหรือเคยเป็นครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในสถานศึกษาของรัฐ เอกชน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, เป็นหรือเคยเป็นครูนอกสถานศึกษาที่สอนผู้เรียนในวัยการศึกษาขั้นพื้นฐานและจะต้องปฏิบัติงานสอนหรือจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี นอกจากนี้จะต้องมีคุณสมบัติเฉพาะ คือ เป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์ สร้างแรงบันดาลใจให้ลูกศิษย์เจริญก้าวหน้าสู่ความสำเร็จในชีวิต มีความอุสาหะทุ่มเทในการทำภารกิจของครูมาโดยตลอด จนลูกศิษย์ประสบความสำเร็จ และจะต้องเป็นผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาเป็นแบบอย่างทางจริยธรรมให้แก่เพื่อนครู มีการค้นคว้าพัฒนาการสอนมีความแตกฉานในเนื้อหาและการจัดกระบวนการเรียนรู้

ทั้งนี้จังหวัดลำพูนกำหนดให้เสนอชื่อครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ตั้งแต่ที่ 1 -31 ตุลาคม 2557



ข่าวโดย : อุไรวรรณ ปิงแก้ว
    หน่วยงาน : ส.ปชส.ลำพูน

จังหวัดลำพูน จัดโครงการ กระจายผลผลิต พืชผัก เกษตรอินทรีย์ สู่ AEC ลำพูน กรีน มาร์เก็ต

สำนักงาน เกษตร และ สหกรณ์จังหวัดลำพูน จัดโครงการ พัฒนา และ ยกระดับ พืชผักปลอดภัย ผักอินทรีย์ สู่ AEC แบบ ครบวงจร เพื่อ กระจายผลผลิต สู่ ประชาคมอาเซียน และ กระจายไปสู่ผู้บริโภค ในพื้นที่ ลำพูน กรีน มาร์เก็ต ( Lamphun Green Market )

วันนี้ ( 10 กันยายน 2557 ) ที่ บริเวณ สมาคมแพทย์ แผนไทย จังหวัดลำพูน ในเขต เทศบาล เมืองลำพูน สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ จ.ลำพูน จัดโครงการ พัฒนาและยกระดับพืชผักปลอดภัย ผักอินทรีย์ สู่ ประชาคมอาเซียน และ ผู้บริโภค ในพื้นที่ แบบครบวงจร โดยมี นาย จำลอง เณรแย้ม ปลัดจังหวัดลำพูน เป็นประธานเปิดงาน ภายในงาน ได้มีการ ลงนาม บันทึกข้อตกลง ในการสนับสนุน ตลาดพืชผักปลอดภัย ผักอินทรีย์ โดยมี ปลัดจังหวัดลำพูน , หัวหน้าสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดลำพูน , ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ , ผู้แทนกลุ่มผู้ผลิตพืชผัก อินทรีย์ และ ผู้ประกอบการร้าน อาหาร ครัว วันดี ร่วมลงนามในการสนับ การใช้ผัก ปลอดสารพิษ เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร

นางสาว รัตนาพร กิติกาศ หัวหน้าสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดลำพูน กล่าวว่า โครงการพัฒนา และ ยกระดับ พืชผักพืชผักปลอดภัย ผัก อินทรีย์ สู่ AEC แบบครบวงจร ( Lamphun Green Market ) ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ ให้เกิดแหล่งจำหน่าย พืชผัก ปลอดภัย พืชผักอินทรีย์ และ อาหารปลอดภัย ของ จังหวัดลำพูน เพื่อให้เกษตรกร ที่เข้าร่วมโครงการ ได้พบปะ และ แลกเปลี่ยน ความรู้ ทางการตลาดระหว่างกัน ซึ่งมี เครือข่าย ผู้ผลิต สินค้า เกษตร อินทรีย์ นำ ผลผลิตมาจำหน่าย อีกทั้ง ยังมี หน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาจัด บูท ให้ความรู้ แก่ เกษตรกร และ ผู้ร่วมงาน

ทั้งนี้ สำนักงาน เกษตร และ สหกรณ์จังหวัดลำพูน ได้จัดสถานที่จำหน่าย สินค้า เกษตรปลอดภัย , พืชผัก อินทรีย์ ในเขต อำเภอเมืองลำพูน จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ บริเวณ เชิงสะพาน เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ชุมชนบ้านสันมะกรูด ในพื้นที่ตำบล บ้านแป้น อำเภอเมืองลำพูน ซึ่ง จะมีการจำหน่าย พืชผัก อินทรีย์ และ สินค้า เกษตรปลอดภัย ทุกวันเสาร์ เริ่มตั้งแต่ วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน นี้ เป็นต้นไป ส่วนอีกแห่ง หนึ่ง ได้ จัดที่ บริเวณ สมาคมแพทย์แผนไทย จังหวัดลำพูน ( โรงเรียนอนุบาลลำพูน เก่า ) ใกล้กับ วัดพระธาตุหริภุญชัยฯ ซึ่ง จะ มีการจำหน่าย พืชผักปลอดภัย เชื่อมโยงกับการจัดถนนคนเดินของเทศบาลเมืองลำพูน โดยจะเริ่มการจำหน่าย ตั้งแต่ ช่วง ต้นเดือนตุลาคม นี้ เป็นต้นไป .



ข่าวโดย : ฝ่ายผลิตข่าว สปชส.ลำพูน
    หน่วยงาน : ส.ปชส.ลำพูน



เครือข่ายสมัชชา สุขภาพจังหวัดลำพูน จัดโครงการ สมัชชาสุขภาพจังหวัดลำพูน ครั้งที่ 1

ประชาชน และ เยาวชน จาก สถานศึกษา ในจังหวัดลำพูน ร่วม งาน เครือข่ายสมัชชา สุขภาพจังหวัดลำพูน โดยมี เครือข่าย สมัชชาสุขภาพใน จังหวัดลำพูน ร่วม แสดง ผลงาน และ จัดนิทรรศการ ให้ความรู้ เกี่ยวกับ สุขภาพ และ อาหาร และ การจัด เสวนา หัวข้อ ความมั่นคงทางอาหาร เพื่อสุขภาวะของคนหละปูน ซึ่งจัด ใน ระหว่างวันที่ 10 – 11 กันยายน 2557 ที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เชิงสะพานท่าขาม ในเขตเทศบาลเมืองลำพูน

วันนี้ ( 10 กันยายน 2557 ) ที่ บริเวณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เชิงสะพาน ท่าขาม คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพ จังหวัดลำพูน และ องค์กรภาคีเครือข่าย ภาครัฐ , ภาควิชาการ , ภาคประชาสังคม ได้ ร่วมกัน จัด งาน สมัชชาสุขภาพจังหวัดลำพูน เพื่อ ให้เกิดการ พัฒนา นโยบาย สาธารณะ เพื่อ สุขภาพ แบบมีส่วนร่วม ตาม พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550

ภายในงาน มีการเสวนา ในหัวข้อ ความมั่นคงทางอาหารเพื่อสุขภาวะของคนหละปูน , การสานเสวนา แนวทาง ปฏิรูป นโยบายด้านสุขภาพ สู่ สมาชิกสภาปฏิรูป ประจำจังหวัดลำพูน , การ จัดเวที เสวนา ใน หัวข้อ ความมั่นคงทางอาหาร เพื่อสุขภาวะของคนหละปูน โดยมีนาย จรูญ คำปันนา ประธานคณะกรรมการ สมัชชาสุขภาพ ประจำ จ.ลำพูน , นาย พิรุณ จันทร์ธรรม ผู้แทนเครือข่ายภาคประชาชน / กรรมการคัดสรร สมาชิกสภาปฏิรูป ประจำ จ.ลำพูน และ ผู้ ทรงคุณวุฒิ ได้ ร่วมกัน สนทนา และ เสนอแนวทาง เพื่อให้มีการ ปรับปรุงนโยบาย ด้านสุขภาพ อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ บริเวณ งานโดยรอบ กลุ่มเครือข่าย ผู้ผลิต สินค้า เกษตรอินทรีย์ , ยาสมุนไพร พื้นบ้าน รวมถึง ผลิตภัณฑ์ ส่งเสริม การ ประกอบการเกษตร แบบ อินทรีย์ มา จัดบูท จัดแสดง จำหน่าย ผลงาน ให้ ผู้สนใจ ได้ เลือกชม และ เลือกซื้อ ด้วย ซึ่ง งาน สมัชชาสุขภาพจังหวัดลำพูน ภายใต้วาระ ความมั่นคงทางอาหาร เพื่อสุขภาวะของคนหละปูน จะมีไปจนถึง วันพรุ่งนี้ ( 11 กันยายน 2557 ) ที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เชิงสะพานท่าขาม ในเขตเทศบาลเมืองลำพูน จึงขอเชิญชวน ผู้สนใจ เข้าร่วมกิจกรรม ในวัน และ เวลา ดังกล่าว โดยทั่วกัน .



ข่าวโดย : ฝ่ายผลิตข่าว สปชส.ลำพูน
    หน่วยงาน : ส.ปชส.ลำพูน

เกษตรลำพูนจัดประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน แจ้งผลการดำเนินงาน พร้อมแนวทางการส่งเสริมและการสนับสนุนของหน่วยงานภาคี

เกษตรจังหวัดลำพูนจัดประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน แจ้งผลการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชน พร้อมแนวทางการส่งเสริมและการสนับสนุนของหน่วยงานภาคี

นายสุวรรณ กล่าวสุนทร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนจังหวัดลำพูน ครั้งที่ 2/2557 ณ ห้องประชุมสำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูน เพื่อแจ้งข้อราชการที่เกี่ยวข้อง แนะนำตัวคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนจังหวัดลำพูน ผู้แทนวิสาหกิจชุมชน 6 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน แจ้งผลการดำเนินงานโครงการและกิจกรรมวิสาหกิจชุมชน รวม 7 กิจกรรม พร้อมทั้งรับทราบปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะ การดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชน พร้อมทั้งแนวทางการส่งเสริมและให้การสนับสนุนของหน่วยงานภาคีต่างๆ โดยมี นายถนอม สุริยะ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดลำพูน และ นางจำเนียร แสนราชา หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร นำเสนอข้อมูลและผลการดำเนินงานให้ที่ประชุมรับทราบ



ข่าวโดย : ชาลิสา วัฒนะโชติ 053525519
    หน่วยงาน : สวท.ลำพูน

จ.ลำพูน จัดประชุมเตรียมที่พักนักกีฬาเพื่อการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ภาค 5 ครั้งที่ 31

จ.ลำพูน จัดประชุมเตรียมที่พักนักกีฬาเพื่อการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ภาค 5 ครั้งที่ 31 พร้อมเชิญชวนประชาชนสั่งซื้อเสื้อร่วมเป็นเจ้าภาพและสนับสนุนการจัดการแข่งขัน

ที่ห้องพลอยไพลิน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 1 นายชุมพล รัตน์เลิศลบ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 1 เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการฝ่ายที่พักนักกีฬาและเจ้าหน้าที่การจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ภาค 5 ครั้งที่ 31 "หริภุญไชยเกมส์" โดยมี นายนพดล เกิ้งบุรี ผู้อำนวยการศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดลำพูน ชี้แจงรายละเอียดจำนวนนักกีฬาที่จะเข้าพักของแต่ละจังหวัด ที่ประชุมได้กำหนดสถานที่พักนักกีฬาทั้ง 15 จังหวัด โดยนักกีฬาจังหวัดแพร่ พักที่โรงเรียนบ้านแป้นพิทยาคม นักกีฬาจังหวัดสุโขทัย พักที่โรงเรียนอุโมงค์วิทยาคม นักกีฬาจังหวัดเพชรบูรณ์ พักที่โรงเรียนป่าซาง นักกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน พักที่โรงเรียนวัดสันต้นธง นักกีฬาจังหวัดเชียงราย พักที่โรงเรียนอรพินพิทยา นักกีฬาจังหวัดพะเยา พักที่โรงเรียนใบบุญลำพูน นักกีฬาจังหวัดพิจิตร พักที่โรงเรียนเลาหจิตรวิทยา นักกีฬาจังหวัดลำปาง พักที่โรงเรียนมงคลวิทยา นักกีฬาจังหวัดตาก พักที่โรงเรียนรพีเลิศวิทยา นักกีฬาจังหวัดน่าน พักที่โรงเรียนบ้านเวียงยอง นักกีฬาจังหวัดพิษณุโลก พักที่โรงเรียนอนุบาลลำพูน นักกีฬาจังหวัดกำแพงเพชร พักที่โรงเรียนเทศบาลประตูลี้ นักกีฬาจังหวัดอุตรดิตถ์ พักที่โรงเรียนเทศบาลสันป่ายางหน่อม นักกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ พักที่โรงเรียนอนุบาลเมืองลำพูน นักกีฬาจังหวัดลำพูน พักที่โรงเรียนเมธีวุฒิกร

จังหวัดลำพูนจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ภาค 5 ครั้งที่ 31 ระหว่างวันที่ 21-30 พฤศจิกายน 2557 เพื่อคัดเลือกนักกีฬาตัวแทน ภาค 5 เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 31 ณ จังหวัดจันทบุรี ระหว่างวันที่ 16-27 มีนาคม 2558 ศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดลำพูนขอเชิญชวนหน่วยงานและประชาชน ร่วมเป็นเจ้าภาพและสนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ภาค 5 ครั้งที่ 31 หริภุญไชยเกมส์ โดยการสั่งซื้อเสื้อที่มีให้เลือก 3 แบบ คือ เสื้อเชิ้ต แบบผ้าบาติกอัดกาว ลายมาสคอตกีฬา ไซส์ S-XXL ซื้อได้ในราคาตัวละ 450 บาท ไซส์ 3L-5L ซื้อได้ในราคาตัวละ 500 บาท เสื้อยืดคอปก ลายมาสคอตกีฬา ไซส์ S-XXL ซื้อได้ในราคาตัวละ 300 บาท และเสื้อยืดคอกลม ลายมาสคอตกีฬา ไซส์ S-XXL ซื้อได้ในราคาตัวละ 200 บาท ผู้สนใจสามารถดูตัวอย่างเสื้อ สั่งจองหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดลำพูน โทรศัพท์หมายเลข 0-5353-5498 และหน้าอาคารศาลากลางจังหวัดลำพูน ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-16.00 น.



ข่าวโดย : ชาลิสา วัฒนะโชติ 053525519
    หน่วยงาน : สวท.ลำพูน

ทต.อุโมงค์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ ภายในปี 2558

เทศบาลตำบลอุโมงค์ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ ภายในปี 2558

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ และเทศบาลตำบลอุโมงค์ โดย นายขยัน วิพรหมชัย นายกเทศมนตรีตำบลอุโมงค์ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ได้จัดทำข้อตกลงความร่วมมือในการดำเนินงานเพื่อรายงานผลการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ ปี พ.ศ.2558 เพื่อสะท้อนความสำเร็จและความก้าวหน้าของการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของประเทศไทย ในปี พ.ศ.2558 เป็นการสนับสนุนการจัดเก็บข้อมูลและการจัดทำตัวชี้วัดอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง รวมถึงสะท้อนปัญหา อุปสรรค ที่พบในการบรรลุเป้าหมาย ตลอดจนข้อเสนอแนะสำหรับแนวทางการดำเนินงานในอนาคต โดยทั้งสองหน่วยงานจะสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานเพื่อรายงานผลการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ พ.ศ.2558 ให้สามารถสะท้อนผลการพัฒนาตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ ทั้ง 8 เป้าหมาย ที่ประเทศไทยและประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) 189 ประเทศทั่วโลก มีพันธสัญญาจะต้องบรรลุเป้าหมายภายในปี 2558 ประกอบด้วย การขจัดความยากจนและหิวโหย การให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษา การส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศและส่งเสริมบทบาทสตรี การลดอัตราการตายของเด็ก การพัฒนาสุขภาพของสตรีมีครรภ์ การต่อสู้โรคเอดส์ มาลาเรีย และโรคสำคัญอื่นๆ การรักษาและจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และ การส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาในประชาคมโลก เป้าหมายทั้ง 8 นี้ ในพื้นที่เขตความรับผิดชอบของเทศบาลตำบลอุโมงค์จะต้องปฏิบัติอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามหลักวิชาการ

ทั้งสองหน่วยงานจะต้องสนับสนุนการดำเนินงานของบุคลากรทุกระดับ โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดเทคนิคองค์ความรู้ในการจัดเก็บข้อมูลและการจัดทำตัวชี้วัด พร้อมทั้งสร้างระบบฐานข้อมูลให้เทศบาลตำบลอุโมงค์สามารถนำไปใช้ในการติดตามและประเมินผลการพัฒนา รวมถึงประกอบการวางแผนการพัฒนาพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังต้องประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ชุมชน หรือประชาชนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน เพื่อติดตามผลการพัฒนาตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษในทุกระดับ ให้การจัดทำรายงานผลการพัฒนาเป็นไปอย่างราบรื่นและเสร็จสิ้นภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด




ข่าวโดย : ชาลิสา วัฒนะโชติ 053525519
    หน่วยงาน : สวท.ลำพูน

มอบรางวัลโครงการประกวดกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์

วันนี้ 10 ก.ย.57  เวลา 11.00 น. นายสมชัย กมลเทพเทวินทร์ รอง ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานพิธีมอบรางวัลโครงการประกวดกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ณ ห้องประชุม สนง.พัฒนาชุมชนจังหวัดอุตรดิตถ์ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์  โดยมีนายสมบูรณ์ นาคบัว ผอ.ธกส.จังหวัดอุตรดิตถ์ และนายสมิต จางพานิชย์ ผอ.ธนาคารออมสิน ภาค 7  ร่วมให้เกียรติในการมอบรางวัล และนายชนะ พลเมืองดี ประธานคณะกรรมการเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นผู้กล่าวรายงาน ซึ่งการดำเนินงานตามโครงการ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก  สนง.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ 12,000 บาท ,ธนาคารออมสินภาค 7 จำนวน 35,000 บาท , สำนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์อุตรดิตถ์ จำนวน 35,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่างๆ มีผู้ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ประมาณ 50 คน

กฟผ.เขื่อนสิริกิติ์ ชี้แจงสถานการณ์น้ำ

วันนี้ 10 ก.ย. 57 กฟผ.เขื่อนสิริกิติ์ ชี้แจงสถานการณ์น้ำกับสื่อมวลชน ณ ห้องศรีพนมมาศ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีนายสมชัย กมลเทพเทวินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานในพิธีเปิด และ ดร.สุเทพ เลิศศรีมงคล ผู้อำนวยการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นผู้ชี้แจง ด้วยเขื่อนสิริกิติ์ได้ระบายน้ำตามแผนของคณะกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ตามนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นคณะอนุกรรมการฯ จึงปรับแผนการระบายน้ำตามความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์จริงในปัจจุบัน บัดนี้ชลประทานปรับแผนเข้าสู่ฤดูฝน ประจำปี 2557 จึงปรับแผนระบายน้ำตามสภาพน้ำในแม่น้ำและปริมาณฝนที่ตกรวมทั้งปริมาณ SIDE FLOW ของแม่น้ำน่านและแม่น้ำปิง เพื่อการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในปีต่อไป เขื่อนสิริกิติ์ได้รับแผนการระบายน้ำรายสัปดาห์จากคณะกรรมการฯ จึงแจ้งว่า วันที่ 8-14 กันยายน 2557 แผนระบายน้ำ 2 ล้าน ลบ.ม./วัน เขื่อนสิริกิติ์ ขอยืนยันว่าเขื่อนมีความมั่นคง แข็งแรงดี มีความปลอดภัยสูง โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบดูแลอย่างใกล้ชิด และมีเจ้าหน้าที่เฝ้าดูแลตลอดเวลา 24 ชั่วโมง และเขื่อนสิริกิติ์ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามของจังหวัดอุตรดิตถ์ ขอเชิญชวนเยี่ยมชมได้ตามปกติ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถโทรศัพท์สอบถามที่หมายเลข 055-461157 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สัมมนาเชิงปฏิบัติการแนวทางการปฏิบัติงานของศูนย์ดำรงธรรม

10 ก.ย.57 สัมมนาเชิงปฏิบัติการแนวทางการปฏิบัติงานของศูนย์ดำรงธรรม วันพุธที่ 10 ก.ย.57 เวลา 11.30 น. ผวจ.นว. ประธานในพิธีเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการแนวทางการปฏิบัติงานของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครสวรรค์และการให้บริการประชาชน ณ ห้องดุสิตารมเยศ ...2 โรงแรมพิมาน อ.เมืองนครสวรรค์ มีปลัดจังหวัดฯ และวิทยากรจากส่วนกลาง ร่วมบรรยายให้ความรู้ด้านกฎหมาย การประนีประนอมไกล่เกลี่ย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติงานของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ สื่อมวลชน ร่วมอบรม กว่า150 คน หากประชาชนได้รับความเดือดร้อน มีความทุกข์ มีปัญหา น้ำไฟ ยาเสพติด บ่อนการพนัน เดือดร้อนรำคาญ ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ ถูกกลั่นแกล้งรังแก แจ้งข้อมูลได้ที่ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดทุกจังหวัด อำเภอ ในอนาคตพัฒนาไปสู่ระดับตำลบ หมู่บ้าน สายด่วน 1567

จังหวัดเพชรบูรณ์ เร่งควบคุมการจำหน่ายเหล้าปั่น ตามนโยบาย คสช.และนายกรัฐมนตรี

นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้กล่าว ในรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ” เกี่ยวกับมาตรการควบคุมสิ่งเสพติดที่มอมเมาเยาวชน ซึ่งได้รับการร้องเรียนเป็นจำนวนมากและทำให้เกิดปัญหาสังคมที่ยังไม่มีกฎ ระเบียบ กฎหมาย ในการควบคุม เช่น บารากู และเหล้าปั่นที่จำหน่าย โดยรถเข็นตามตรอก ซอกซอย โดยขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแล นั้น จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ขอให้ส่วนราชการหน่วยงานต่าง ๆ ในส่วนอำเภอให้แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ทราบและดำเนินการ ควบคุมการจำหน่ายเหล้าปั่นบริเวณรอบสถานศึกษา โรงเรียน และหอพักต่างๆ รวมทั้งเข้มงวดกวดขันสถานบริการ ร้านเหล้า ผับ บาร์ ไม่ให้มีการกระทำผิดกฎหมาย เป็นแหล่งมั่วสุมของเด็กและเยาวชน โดยให้ดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติดังกล่าว หากฝ่าฝืนถือเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย

จ.เพชรบูรณ์ จัดอบรมโครงการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2557

จ.เพชรบูรณ์จัดอบรมโครงการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2557

วันนี้ (10 ก.ย.57) ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 5 นายวรพจน์ แววสิงห์งาม หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2557 โดยมีนายสมบูรณ์ ศรีไพศาลเจริญ เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้เข้าร่วมอบรมจำนวนกว่า 160 คน

จังหวัดเพชรบูรณ์ได้จัดโครงการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2557 ขึ้นเพื่อให้บุคลากรในหน่วยงานภาครัฐของจังหวัดมีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานในการใช้ Social Network อาทิ Link , Facebook , Instagram , twitter โดยมีวิทยากรจาก บริษัท TOT จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถ่ายทอดเนื้อหา ทั้งภาคทฤษฎีและเชิงปฏิบัติให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมการอบรม ซึ่งเป็น Application ที่นิยมใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน และมีความยืดหยุ่นในการทำงานสูง สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและพัฒนาไปสู่ฐานข้อมูลระดับจังหวัด โดยผู้ใช้สามารถนำมาประยุกต์ให้เข้ากับงานขององค์กรได้เป็นอย่างดี เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการปฏิบัติงาน

โดยกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานสารสนเทศจากหน่วยงานส่วนภูมิภาคและส่วนกลางที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับจังหวัดและอำเภอ จำนวนกว่า 160 คน ทั้งนี้ผู้ที่เข้าร่วมการอบรมจะสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปฝึกฝน ต่อยอดและพัฒนาการทำงานในแบบระบบของการใช้ Social Network ร่วมกันต่อไป

เกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์เตรียมมาตรการควบคุมโรครากเน่าหรือหัวเน่าของมันสำปะหลัง

นายพรชัย วนิชนพรัตน์ เกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำมาตรการควบคุมโรครากเน่าและหัวเน่าของมันสำปะหลังเกิดการระบาดของโรครากเน่าหรือหัวเน่าของมันสำปะหลัง สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์จึงขอประชาสัมพันธ์มาตรการในการควบคุมโรครากเน่าหรือหัวเน่าของมันสำปะหลัง เพื่อแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่เสี่ยง ดำเนินการป้องกันตามมาตรการควบคุมโรค ดังนี้ ก่อนเกิดโรคระบาด 1. ในพื้นที่เคยเกิดการระบาดให้ปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อตัดวงจรการระบาดของโรค เช่น ข้าวโพด อ้อย 2. ปรับปรุงบำรุงดินและตัดวงจรการระบาดของโรค โดยปลูกปุ๋ยพืชสด ได้แก่ถั่วพร้า อัตรา 10 กก./ไร่ เมื่ออายุ 50 วัน (ระยะออกดอก)ให้ไถกลบทิ้งไว้ 15 วัน หรือถัวพุ่มในอัตรา 8 กก./ไร่ เมื่ออายุ 40 วัน(ระยะออกดอก) ให้ไถกลบทิ้งไว้ 15 วัน จึงเตรียมแปลงปลูก 3. ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า(เชื้อสด) อัตรา 10 กก.ผสม ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 1,000 กก./ไร่ ช่วงเตรียมแปลงปลูก 4. ใช้พันธุ์ต้านทานต่อโรค คือพันธุ์ระยอง 72 5. ใช้ท่อนพันธุ์ที่สมบูรณ์ แข็งแรง จากแหล่งที่ไม่เป็นโรค 6. แช่ท่อนพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารเคมีกำจัดเชื้อรา fosetyl aluminium อัตรา 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร นาน 10 นาที ระหว่างเกิดการระบาด 1. พื้นที่ที่มีการระบาด หรือพบอาคารของโรคในมันสำปะหลังที่มีอายุประมาณ 3 เดือน แสดงอาการใบเหลือโดยเฉพาะในแหล่งมที่เคยเกิดโรค ให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมี fosetyl aluminium อัตรา 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ทุก 1 เดือน ติดต่อกัน 4 ครั้ง 2. พื้นที่ใกล้เคียงให้สำรวจอาการของโรคถ้าพบให้ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า (เชื้อสด) อัตร 10 กก.ผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 1,000 กก./ไร่ โรยโคนต้น 3. พื้นที่ที่มีการระบาดมากให้เก็บเกี่ยวและไถตากดิน หรือใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า(เชื้อสด) อัตรา 10 กก.ผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 1,000 กก./ไร่ คลุกดิน

ประกวดโต๊ะหมู่บูชา "พระพุทธมหาธรรมราชา"งานประเพณีอุ้มพระดำน้ำจังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2557

ประกวดโต๊ะหมู่บูชา "พระพุทธมหาธรรมราชา"งานประเพณีอุ้มพระดำน้ำจังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2557

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ สภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ และเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ ขอเชิญส่งโต๊ะหมู่เข้าประกวด ในงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2557 ในวันจันทร์ที่ 22 กันยายน 2557 ณ วัดไตรภูมิ อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ โดยมีหลักเกณฑ์การประกวดดังนี้ 1.เป็นโต๊ะหมู่7 2.พระพุทธรูปใช้ พระพุทธมหาธรรมราชาจำลองเท่านั้น 3.ใช้พานพุ่ม และแจกันดอกไม้สดเท่านั้น ผู้ที่ชนะเลิศจะได้รับรางวัล 5000 บาท พร้อมเกียรติบัตร สำหรับท่านที่สนใจสามารถขอรับใบสมัครและสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ชั้น 4 ศูนย์ราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 19 กันยายน 2557 ก่อนเวลา 12.00 น. หรือโทรศัพท์ 0 5672 9780 ผู้ประสานงาน 08 4226 8467

พบเด็กหญิงวัย 14 ปี พิการตั้งแต่กำเนิด ไม่มีรูทวาร เพื่อขับ-ถ่าย ของเสีย ต้องทนใช้ชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบาก วอนหน่วยงานเข้าช่วยเหลือ

พบเด็กหญิงวัย 14 ปี พิการตั้งแต่กำเนิด ไม่มีรูทวาร เพื่อขับ-ถ่าย ของเสีย ต้องทนใช้ชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบาก วอนหน่วยงานเข้าช่วยเหลือ

เมื่อเวลา 13.30 น. ของวันที่ 10 กันยายน 2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับแจ้งจากนายสุวิทย์ ศรีสุข บรรณาธิการข่าวรายการมุมชีวิต ว่าพบ เด็กหญิงฟ้า(นามสมมุติ) อายุ 14 ปี ชาว ต.ยางโกลน อ.นครไทย จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีอาการผิดปกติทางร่างกาย ไม่มีรูทวารมาตั้งแต่กำเนิด ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบาก มาถึง 14 ปี จึงได้ทำการประสานขอความช่วยเหลือจาก หน่วยงานภาครัฐ และสื่อมวลชน จ.พิษณุโลก และพาครอบครัวของน้องฟ้า เดินทางมาที่ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก เพื่อขอความช่วยเหลือจาก นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วย นางกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพิษณุโลก จากการสอบถามนางคำปิ่น เย็นขัน อายุ 45 ปี มารดาของน้องฟ้า อยู่บ้านเลขที่ 25 ม.8 ต.ยางโกลน อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ได้เล่าให้ฟังว่า ตนและสามี คือนายน้อย ขันตาดี อายุ 47 ปี ประกอบอาชีพทำไร่-ทำนา มีบุตรสาวเพียงคนเดียว ซึ่งมีอาการผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด คือไม่มีรูทวาร ในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ในตอนนั้นทีมแพทย์ได้ลงความเห็นว่า น้องฟ้า ยังเล็กมากไม่สามารถเจาะรูทวารได้ จึงจำเป็นต้องเจาะลำไส้ เพื่อขับของเสียออกจากร่างกายทางช่องคลอดแทน ด้านน้องฟ้า ได้เล่าให้ฟังว่า ตนรู้สึกน้อยใจที่เกิดมามีร่างกายไม่เหมือนคนอื่น เวลาขับถ่าย ก็ยากลำบาก เพราะต้องใช้ช่องทางเดียวกับการปัสสาวะ และมักจะมีอาการถ่ายไม่ออก บางครั้งถึงกับต้องอาเจียน เพื่อขับถ่ายของเสียออกทางปากแทน และต้องทนกับอาการปวดท้องอย่างทรมาน เพราะขับถ่ายไม่ออกนานนับเดือน

นอกจากนี้เวลาไปเรียนหนังสือ หรือต้องทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น ก็เกรงว่าเพื่อนจะรังเกียจที่ตน ไม่เหมือนคนอื่น เลยไม่กล้าไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ เลย น้องฟ้า กล่าวต่อด้วยน้ำตานองหน้า ว่าอยากจะหายเป็นปกติ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะครอบครัวฐานะยากจน เวลาเดินทางมาพบหมอตามนัดที่ตัวจังหวัด ต้องเหมารถเดินทางมาครั้งละ 1000-1500 บาท จึงอยากวอนขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ช่วยหาแนวทางหรือวิธีการรักษาให้ตน หายเป็นปกติ เหมือนคนอื่นทั่วไป จะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้ เบื้องต้น พระครูสิทธิธรรมวิภัช เจ้าอาวาสวัดราชบูรณะ ได้มอบเงินช่วยเหลือในเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง พร้อมกันนี้ทางพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพิษณุโลก ได้ทำการประสาน ไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลยางโกลน อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เพื่อขอสนับสนุนรถ ทีใช้ในการเดินทาง เวลาที่ต้องพาน้องฟ้าเข้าพบหมอตามนัด และจะทำการประสานไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลพุทธชินราชพิษณุโลก เพื่อหาแนวทางหรือวิธีรักษาต่อไป ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ได้กล่าวให้กำลังใจกับน้องฟ้า ว่าขอให้อดทน อย่ารู้สึกน้อยใจในชีวิต หรือท้อแท้ในโชคชะตา ที่เกิดมามีร่างกายผิดปกติ จากนี้ไปจะช่วยหาวิธีหรือแนวทางในการช่วยเหลือ และจะดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาให้ด้วย สำหรับผู้ที่มีจิตใจศรัทธา ต้องการให้ความช่วยเหลือครอบครัวของน้องฟ้า สามารถติดต่อได้ที่ นายน้อย (บิดา) หมายเลขโทรศัพท์ 091-2929643

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลกจัดประชุมเตรียมความพร้อมรับมือโรคติดเชื้อไวรัส อีโบลา

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลกจัดประชุมเตรียมความพร้อมรับมือโรคติดเชื้อไวรัส อีโบลา

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2557 ที่ผ่านมา ที่โรงแรมไพลิน อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก นายแพทย์บุญเติม ตันสุรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลกเป็นประธานในการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือการระบาดของเชื้อ อีโบลา ตามที่องค์การอนามัยโลก ได้รายงานสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศแถบแอฟริกา ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงปัจจุบัน พบผู้ป่วยสะสมจำนวน 3,069 ราย เสียชีวิตแล้ว 1,552 รายใน 4 ประเทศได้แก่ กีนี ไลบีเรีย เซียร์ราโอน และไนจีเรีย ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ชี้ว่า การระบาดครั้งนี้เป็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา สำหรับประเทศไทยขณะนี้ยังไม่พบผู้เดินทางมาจากต่างประเทศที่ติดเชื้อ ไวรัสอีโบลา แต่อย่างใด นายแพทย์บุญเติม ตันสุรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลกกล่าวว่า สำหรับโรคติดเชื้อไวรัส อีโบลา เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดเฉียบพลันรุนแรง เกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลา ติดต่อจากสัตว์ สู่คนโดยการสัมผัสสัตว์ ในขณะชำแหละ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ตาย หรือรับประทานเลือด นม หรือเนื้อสัตว์ทั้งดิบและสุก และสามารถติดต่อจากคนสู่คน โดยการสัมผัสกับเลือดที่ติดเชื้อ สารคัดหลั่ง เช่น เลือด น้ำเหลือง น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วยอีโบลาที่มีอาการเท่านั้น หรือการสัมผัสเข็มและหลอดฉีดยาที่ปนเปื้อนเชื้อ ไม่ติดทางการหายใจ กินอาหาร น้ำดื่มน้ำใช้ โรคนี้มีระยะฟักตัว 2-21 วัน ไม่มีวัคซีนป้องกัน ไม่มียารักษาโดยเฉพาะอัตราเสียชีวิต ร้อยละ 60-90 การป้องกันที่สำคัญคือ ป้องกันการสัมผัสโดยตรงกับเลือด หรือสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย และการสัมผัสโดยตรงกับเลือด หรือเครื่องในของสัตว์ที่ติดเชื้อ อย่างไรก็ตามการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสอีโบลายังมาไม่ถึงประเทศไทย และปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินมาตรการป้องกันอย่างเข้มแข็ง โดยได้ดำเนินมาตรการป้องกันด้วยการ ให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังป้องกันและควบคุมการติดเชื้อกับผู้ป่วยทุกราย ตลอดเวลา อย่างต่อเนื่อง