วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

จังหวัดเชียงใหม่ จัดประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า จังหวัดเชียงใหม่

จังหวัดเชียงใหม่จัดประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมพิจารณาแนวทางการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำหนด Road Map การแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ อนุรักษ์ฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนของจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีแนวทางขับเคลื่อนทั้งระยะเร่งด่วน (6 เดือน) ระยะปานปลาง (1 ปี) ระยะยาว (1 ปีขึ้นไป)

วันนี้ (29 ก.ค.57) เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายชนะ แพ่งพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และคณะอนุกรรมการ ฯ เข้าร่วมประชุมเพื่อร่วมพิจารณาแนวทางการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำหนด Road Map การแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ อนุรักษ์ฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนของจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีแนวทางขับเคลื่อนทั้งระยะเร่งด่วน (6 เดือน) ระยะปานปลาง (1 ปี) และ ระยะยาว (1 ปีขึ้นไป)

นายจงคล้าย วรพงศธร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ รายงานว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มีคำสั่งที่ 64/2557 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2557 เรื่องการปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งสรุปสาระสำคัญโดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่มีภารกิจและอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านการป้องกัน ปราบปราม ตลอดจนการสร้างจิตสำนึกภาคส่วนต่าง ๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้มีข้อสั่งการให้จัดประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าจังหวัดเชียงใหม่ (คปป.จ.ชม.) ทุกเดือน

สำหรับสาระสำคัญของการประชุมนั้น ในระเบียบวาระเรื่องเพื่อทราบ ฝ่ายเลขานุการ ฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ชี้แจงถึงคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติหลายฉบับ ได้แก่ คำสั่งที่ 64/2557 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2557 เรื่องการปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ คำสั่งที่ 66/2557 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2557 เรื่อง เพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปราม หยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากร ป่าไม้และนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสถานการณ์ปัจจุบัน ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ นอกจากนั้นยังได้ชี้แจงถึงคำสั่งจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 2800/2557 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2557 เรื่องแต่งตั้งคณะทำงาน ติดตาม ตรวจสอบ กลั่นกรองเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ที่ได้รับจากกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยมณฑลทหารบกที่ 33 รวมทั้งการรายงานสถิติคดีด้านป่าไม้และสถานการณ์ด้านการบุกรุกและลักลอบตัดไม้ทำลายป่าในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2557 และการสรุปผลการสนธิกำลังเพื่อดำเนินการปิดล้อม/ตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายในห้วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2557 ในพื้นที่ อำเภอพร้าว แม่แตง และอำเภอเชียงดาว รวม 4 ครั้ง โดยที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับ Road Map การแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ อนุรักษ์ฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนของจังหวัดเชียงใหม่นั้นได้กำหนดกลยุทธ์ และแนวทางขับเคลื่อนไว้ 3 กลยุทธ์โดยมีแนวทางการขับเคลื่อนทั้งระยะเร่งด่วน (6 เดือน) ระยะปานกลาง (1 ปี) และ ระยะยาว (1 ปีขึ้นไป) ดังนี้

กลยุทธ์ที่ 1 ปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายป่าไม้ ใน ระยะเร่งด่วน ให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมปราบปรามการกระทำผิดกฏหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ในพื้นที่ป่าอนุรักษื เพื่อบูรณาการการปฏิบัติงานและปรานงานโดยใช้กลไกคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการตัดไม้ทำลายป่า (คปป.) และคณะอนุกรรมการการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าระดับจังหวัด (คปป.จ.) จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ (คปป.อ.) ในระดับอำเภอเพื่อเฝ้าระวังแกไขการบุกรุกป่าระดับอำเภอ การสนธิกำลังทั้งในพื้นที่วิกฤต และพื้นที่ไม่วิกฤต เข้าปฏิบัติการในพื้นที่ จัดตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่ล่อแหลมต่อการกระทำผิด จุดละ 7 คน รวม 73 จุด สำรวจเพื่อจัดทำแผนการจัดตั้งหน่วยพิทักษ์เพิ่มเติมเพื่อป้องกันและครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของอุทยาน ฯ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ประมาณ 40,000 ไร่ต่อหน่วย รวม 32 หน่วย รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยป้องกันรักษาป่า (กรมป่าไม้) เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจัดตั้งเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการควบคุมตรวจสอบ กิจการการแปรรูป การตั้งโรงงานแปรรูปไม้ การค้าไม้แปรรูป ตลอดจนการค้าหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อการค้าซึ่งสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้หรือสิ่งอื่นใดที่ทำด้วยไม้หวงห้าม ระยะปานกลาง ให้ คปป.จ.ชม. ติดตาม ตรวจสอบ เร่งรัดการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฏหฝายว่าด้วยการป่าไม้ จัดตั้งและเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยป้องกันรักษาป่าเพิ่มเติมให้ครอบคลุมพื้นที่ป่าจังหวัดเชียงใหม่ ระยะยาว ใช้มาตรการทางสังคม ส่งเสริมภาคประชาชนเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังรักษาป่า/ แจ้งเบาะแสการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการลาดตระเวน เฝ้าระวัง โดยใช้อาศยาน และ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

กลยุทธ์ที่ 2 ปฏิรูประบบจัดการพื้นที่ป่าไม้ โดย ระยะเร่งด่วน ตรวจสอบสภาพพื้นที่ป่าไม้ที่เหลืออยู่โดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศที่เป็นปัจจุบัน จัดพิมพ์แผนที่แนวเขตป่าที่ยังคงมีสภาพป่า โดยแนวเขตดังกล่าวผ่านการตรวจสอบและสำรวจร่วมกันกับหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชน เพื่อจำกัดเขตพื้นที่ป่าไม้จริงไว้ และคุ้มครองกำกับดูแลรักษา ผนวกพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม เร่งดำเนินการสำรวจข้อมูลถือครองที่อยู่อาศัยในพื้นที่ป่า พิสูจน์สิทธิ์ ตามมติ ครม. 30 มิถุนายน 2541 ให้แล้วเสร็จในทุกพื้นที่ และ เร่งจัดทำแนวควบคุมเพื่อป้องกันการขยายเบิกพื้นที่ใหม่ในช่วงขณะไม่สามารถอพยพออกพื้นที่ได้ ระยะปานกลางและระยะยาว ประกาศเขตปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติ เขตป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม รับรองสิทธิทำกินตามหนังสืออนุญาต สทก. ตรวจพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของราษฎรในพื้นที่ป่าไม้อย่างต่อเนื่อง ตรวจสอบการทับซ้อนของพื้นที่ป่าไม้กับที่ดินประเภทอื่น (ส.ป.ก. / นส.3/ เอกสารสิทธิที่ออกมิชอบ)

กลยุทธ์ที่ 3 อนุรักษ์ฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ใน ระยะเร่งด่วน ฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่เสื่อมโทรม และพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกในจังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่รวมประมาณ 50,096 ไร่ พื้นที่ถูก บุกรุกแปลงเล็กให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ไปดำเนินการปลูกหลังดำเนินคดี พื้นที่ถูกบุกรุกแปลงใหญ่จัดทำแผนขอสนับสนุนงบประมาณ และปลูกแบบประชาอาสา จัดชุดประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่ และชุดมวลชนสัมพันธ์เข้าไปทำความเข้าใจกับราษฎร เรื่องการอนุรักษ์ เริ่มดำเนินการในพื้นที่วิกฤตก่อน จัดฝึกอบรมเพิ่มประสิทธิภาพเสริมสร้างเครือข่าย ทสม. รสทป. และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยในการดูแลพื้นที่ป่าในหมู่บ้านทุกแห่ง นำแนวทางโครงการตามแนวพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่วิกฤตให้อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล ระยะปานกลางและระยะยาว ฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกทำลายทันทีที่ถูกบุกรุกทำลาย ทันทีที่คดีสิ้นสุดลง อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และสนับสนุนเครือ่ายภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าในชุมชนที่อยู่รอบป่า (Buffer Zone)




ข่าวโดย : ราตรี จักร์แก้ว/ณัฐ สินันตา
    หน่วยงาน : ส.ปชส.เชียงใหม่

จังหวัดเชียงใหม่ ประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดและคณะกรรมการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย

พบพื้นที่ปลูกฝิ่นในภาคเหนือเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 355 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 21.44 สูงสุดที่จังหวัดเชียงใหม่ 1,700 ไร่เศษ เร่งบูรณาการกำลังทหาร ตำรวจลงพื้นที่แก้ไขปัญหา ขณะที่คดีอาญา 5 กลุ่มมีสถิติลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

บ่ายวันนี้ (29 ก.ค 57) นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดและคณะกรรมการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยจังหวัดเชียงใหม่ ที่ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ซึ่งที่ประชุมรับทราบการสำรวจและตัดทำลายไร่ฝิ่นในฤดูกาลผลิต 2556/2557 สามารถตัดทำลายได้ร้อยละ 99.34 และพบว่าในภาคเหนือ 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร น่าน เชียงราย แพร่ ลำปาง เพชรบูรณ์ มีพื้นที่ปลูกฝิ่นเพิ่มขึ้น จากฤดูกาลผลิต 2555/2556 จำนวน 1,659.02 ไร่ เป็น 2,014.77 ไร่ เพิ่มขึ้น 355 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 21.44 สูงสุดที่จังหวัดเชียงใหม่ 1,716.68 ไร่ ในเขตอำเภออมก๋อย และเชียงดาว และมีพฤติการณ์ที่หลบเลี่ยงเจ้าหน้าที่โดยปลูกลึกเข้าไปในป่า ที่ประชุมจึงได้มอบหมายให้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปบูรณาการกับกำลังทหารปราบปรามในพื้นที่

ด้านผลการจับกุมคดียาเสพติด ผู้แทนสำนักงานปราบปรามยาเสพติดภาค 5 รายงานว่า คดีการจับกุมยาเสพติดของจังหวัดเชียงใหม่เมื่อเปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกัน คือเดือนตุลาคม – มิถุนายน ปีนี้กับปี 2556 ที่ผ่านมาพบว่าสูงกว่าถึง 819 คดี โดยปี 2556 จับกุมได้ 5,048 คดี ส่วนปี 2557 จับได้ 5,867 คดี ผู้ต้องหา 6,012 ราย เป็นคดีเสพสูงสุด รองลงมาคือข้อหาครอบครอง และครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนอัตราผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดต่ออัตราประชากร 70 ต่อ 100,000 คน ช่วงเวลาเดียวกันพบว่าสถิติปีนี้ สูงกว่าปีที่ผ่านมาเช่นกัน คือจากร้อยละ 77.05 เป็นร้อยละ 77.87 เพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.72 เฉพาะเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมาตัวยาเสพติดที่จับกุมได้ของจังหวัดเชียงใหม่อันดับหนึ่งคือยาบ้า รองลงมาเป็นยาบ้าร่วมกับเฮโรอีน เฮโรอีน และกัญชา ตามลำดับ รูปแบบการลำเลียงพบใช้รถโดยสารประจำทาง โดยซุกซ่อนในร่างกายผู้โดยสาร และการลำเลียงทางน้ำโดยใช้เรือเป็นพาหนะจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามายังฝั่งไทย และมีแนวโน้มการลำเลียงยาเสพติดจะซุกซ่อนมากับผู้รับจ้างหน้าใหม่โดยอาศัยรถโดยสารประจำทาง และซุกซ่อนมากับยานพาหนะส่วนบุคคล กลุ่มบุคคลที่ควรเฝ้าระวังเป็นชาวเขาที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ตอนใน อย่างไรก็ดีในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาไม่พบการจับกุมไอซ์ในปริมาณมาก อาจเป็นเพราะนโยบายจัดระเบียบสังคมและความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่

ด้านสถิติคดีอาญา 5 กลุ่ม ในช่วงเดือนมิถุนายน เปรียบเทียบปีนี้กับปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่มีสถิติลดลง พบเพิ่มขึ้นเพียงคดีที่รัฐเป็นผู้เสียหาย ด้าน พรบ.อาวุธปืน และการพนัน และคดีอาญายักยอกทรัพย์

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้เน้นย้ำที่ประชุมให้รับทราบและดำเนินการตามนโยบายที่ได้รับมอบหมายจาก พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. ด้านติดตามผู้บำบัดฟื้นฟูผู้บำบัดยาเสพติดว่าอยู่ที่ไหนและจัดให้มีงานทำ ความรับผิดชอบหากมีการสั่งซื้อขายยาเสพติดจากเรือนจำ การตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่สูงผิดปกติบริเวณอำเภอชายแดน ตลอดจนพฤติกรรมเจ้าหน้าที่รัฐ และผู้มีอิทธิพล โดยให้ดำเนินการอย่างจริงจังและเด็ดขาด


ข่าวโดย : วสันต์ มีจินดา
    หน่วยงาน : ส.ปชส.เชียงใหม่

รอง.ผวจ.พะเยาเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมด่วน..รับมือลำไยราคาตกต่ำ สั่งตั้งจุดจำหน่ายผลผลิต หาตลาดปลายทาง

รอง.ผวจ.พะเยาเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมด่วน..รับมือลำไยราคาตกต่ำ สั่งตั้งจุดจำหน่ายผลผลิต หาตลาดปลายทาง ทั้งในและนอกพื้นที่รับผลิตกว่า 32,0000 ตัน วอนเกษตรกรชะลอเก็บผลผลิตหวั่นไม่มีคุณภาพขายไม่ได้ราคา...

วันนี้(28 ก.ค. 57) เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่ห้องปฏิบัติการรองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ศาลากลางจังหวัดพะเยา เรืออากาศตรีสุวิชา แก้วมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ได้เรียกหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วย พาณิชย์จังหวัด , หัวหน้าสำนักงานจังหวัด , การค้าภายในจังหวัด , ท้องถิ่นจังหวัด , เกษตรและสหกรณ์จังหวัด , เกษตรจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมด่วน เพื่อหารือการเตรียมการรับมือราคาผลผลิตลำไยตกต่ำ หลังจากสถานการณ์ราคาผลผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดวานนี้(27 ก.ค.) ลำไยช่อเกรด AA ราคากิโลกรัมละ 20 บาท เกรด A 13 บาท และเกรด B 8 บาท ส่วนลำไย ร่วง เกรด AA กิโลกรัมละ 19 บาท เกรด A 10 บาท เกรด B 4 บาท และเกรด C 1 บาท เท่านั้น

เรืออากาศตรีสุวิชา แก้วมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา กล่าวว่า การเชิญหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด และผู้ที่เกี่ยวข้องมาประชุมวันนี้ ก็เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือราคาผลผลิตลำไยตกต่ำ หลังจากได้รับรายงานว่าขณะนี้ราคาผลผลิตมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับปีนี้เองจังหวัดพะเยามีผลผลิตที่คาดการณ์ว่าจะออกสู่ตลาดมีมากถึง 32,265 ตันซึ่งมากกว่าปีที่ผ่านมา จังหวัดพะเยาเองจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมในการรองรับผลผลิตที่จะออกสู่ตลาด ซึ่งจากการหารือ จังหวัดพะเยาจะมีแนวทางที่จะดำเนินการดังนี้ คือ การเปิดจุดจำหน่ายผลผลิตลำไยคุณภาพในงาน “เดินหน้าประเทศไทย คืนความสุขให้คนในชาติ” ณ บริเวณข่วงวัฒนธรรมริมกว๊านพะเยา ” เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคมนี้ตั้งแต่เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 19 สิงหาคม นอกจากนี้ยังได้ให้ท้องถิ่นจังหวัด ประสานทาง อบจ.พะเยา เปิดจุดจำหน่ายผลผลิต อีก 1 แห่งที่บริเวณศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์กว๊านพะเยา พร้อมทั้งประสานนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดต่างๆ เพื่อสนับสนุนในการกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ พร้อมกันนี้ทางปกครองจังหวัด โดยกระทรวงมหาดไทยได้มีการเปิดจุดจำหน่ายผลผลิตลำไยที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งให้ทางปกครองประสานกับทางกลุ่มสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยทั้ง 9 กลุ่มในพื้นที่ ในการอำนวยความสะดวกการนำผลผลิตไปจำหน่ายในตลาดปลายทางที่ จ.พระนครศรีอยุธยาด้วย เบื้องต้นจะนำไปจำหน่ายในล๊อตแรกไม่น้อยกว่า 2,000 ตัน นอกจากนี้ยังได้ให้ทางสำนักงานจังหวัดออกหนังสือเวียนแจ้งส่วนราชการให้สนับสนุนการบริโภคและซื้อผลผลิตไปฝากญาติพี่น้องในต่างจังหวัด ส่วนพาณิชย์จังหวัดได้มีการออกประกาศแนวทางในการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อแจ้งและประชาสัมพันธ์แก่เกษตรกร เพื่อเป็นการป้องกันการเร่งเก็บผลผลิตออกจำหน่ายในระยะนี้ เนื่องจากผลผลิตยังไม่สุกพร้อมส่งออกตลาด จะทำให้ราคาผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร และส่งผลเสียกับชื่อเสียงของลำไย จังหวัดพะเยาด้วย ดังนั้นจึงขอให้เกษตรกรชะลอการเก็บผลผลิตในระยะนี้ไปก่อน จนกว่าผลผลิตจะสุกพร้อมเก็บ ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้ เป็นเพียงมาตรการระยะแรกของจังหวัดพะเยาในการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตลำไยตกต่ำเท่านั้น ส่วนระยะต่อไปนั้นทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อวางแนวทาง และเร่งให้ความช่วยเหลือกเกษตรกรต่อไป

สำหรับปีนี้จังหวัดพะเยาคาดการณ์ว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากถึง 32,265 ตันซึ่งมากกว่าปีที่ผ่านมา โดย อ.เชียงคำปลูกมากสุดผลผลิตประมาณ 13,763 ตัน ล่าสุดขณะนี้ผลผลิตออกสู่ตลาดเพียงร้อยละ 10 ของผลผลิตทั้งหมดเท่านั้น ... ขณะเดียวกันวันนี้ทางพาณิชย์จังหวัด พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้ลงพื้นที่ อ.เชียงคำ เพื่อติดตามการรับซื้อผลผลิตลำไย ว่าราคารับซื้อจะไปตามประกาศของทางราชการหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันการเอาเปรียบของผู้รับซื้อผลผลิตกับเกษตรกรผู้ปลูกลำไย



ข่าวโดย : นิรันต์ บุญแก้ว
หน่วยงาน : ส.ปชส.พะเยา

โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว จัดงานเทิดพระเกียรติฯ และถวายพานพุ่ม เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพ ราชปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน จัดพิธีถวายพานพุ่ม และจัดงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 62 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 โดยมีข้าราชการ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา และองค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนา ร่วมในพิธีถวายพานพุ่ม
 
 เนื่องในวโรกาส วันคล้ายวันพระราชสมภพ ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารี ในวันที่ 28 กรกฎาคม ของทุกปี ถือเป็นวันสำคัญยิ่งของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช และพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงเป็นผู้ให้ กำเนิดโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ในท้องถิ่นทุรกันดาร และชนบทห่างไกล และในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช และองค์นายกกิตติมศักดิ์มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เพื่อเทิดพระเกียรติแด่พระองค์ท่าน ทางโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช สาขาปัว จึงได้จัดงานเทิดพระเกียรติฯ และถวายพานพุ่ม ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2557 ณ ห้องประชุมพญาภูคา โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ซึ่งมี นายจตุพร ชนะศรี นายอำเภอปัว เป็นประธานประกอบพิธี โดยจัดให้มีพิธีทางพระพุทธศาสนา ถวายราชสักการะกล่าวถวายพระพรชัยมงคล ลงนามถวายพระพร และพิธีถวายพานพุ่มของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา และองค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนา
 
 
 พวงพยอม  คำมุง / ข่าว

สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาร่วมกับกสทช.จัดโครงการสัมนาเพื่อพัฒนาเครือข่ายและชุมชนเข้มแข็งประเทศชาติยั่งยืนกรณีศึกษาการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานและความต้องการของเครือข่ายผู้นำนักประชาธิปไตยวุฒิสภา

ที่โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นางสาวจิตติเทวี ตติยรัตน์ รองเลขาธิการวุฒิสภาเป็นประธานเปิดงานโครงการสัมมนาเพื่อพัฒนาเครือข่ายและชุมชนเข้มแข็งประเทศชาติยั่งยืน กรณีศึกษาการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานและความต้องการของเครือข่ายผู้นำนักประชาธิปไตยวุฒิสภา ซึ่งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาร่วมกับกสทช. จัดขึ้น เพื่อเป็นการเสริมสร้างผู้นำนักประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมให้แก่ผู้นำทุกภาคส่วนที่มาจากเครือข่ายผู้นำนักประชาธิปไตยวุฒิสภา ที่ผ่านการอบรมของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และเป็นการศึกษาและประเมินผลการปฏิบัติงาน รวมถึงความต้องการของเครือข่ายผู้นำนักประชาธิปไตย วุฒิสภา ในการสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานและเป็นพลังที่จะกระตุ้นให้เกิดจิตอาสาที่จะเข้ามามีส่วนร่วมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมต่างๆ ของวุฒิสภา ตลอดจนเพื่อพัฒนาเครือข่ายและชุมชนเข้มแข็ง ประเทศชาติยั่งยืนรองรับการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในอนาคต ผู้เข้าร่วมโครงการสัมมนาฯ ประกอบด้วยเครือข่ายต่างๆ ในพื้นที่ ๑๗ จังหัวดภาคเหนือ ได้แก่ สื่อมวลชน ผู้บริหารสถานศึกษา กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและวิทยุชุมชน เป็นต้น

การจัดโครงการสัมนาเพื่อพัฒนาเครือข่ายและชุมชนเข้มแข็งประเทศชาติยั่งยืน กรณีศึกษาการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานและความต้องการของเครือข่ายผู้นำนักประชาธิปไตยวุฒิสภา กำหนดจัดขึ้นจำนวน 11 ครั้ง ในทุกภูมิภาค ให้กับเครือข่ายผู้นำนักประชาธิปไตยวุฒิสภาและกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการผลักดันและพัฒนาเครือข่ายให้เป็นประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานในเชิงวิชาการ และเป็นพลังกระตุ้นให้เกิดจิตอาสา ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมต่างๆของวุฒิสภา สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันและพร้อมที่จะสนับสนุนเพื่อให้เกิดเครือข่ายผู้นำนักประชาธิปไตย วุฒิสภาที่เข้มแข็งและยั้งยืนต่อไป


ข่าวโดย : วสันต์ มีจินดา
    หน่วยงาน : ส.ปชส.เชียงใหม่

จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบพิธีเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

จังหวัดเชียงใหม่ประกอบพิธีเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ณ อาคารสวัสดิสงเคราะห์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ โดยมีข้าราชการ และพสกนิกรร่วมพิธีจำนวนมาก

วันนี้ (28 ก.ค.57) เวลา 09.00 น. ณ อาคารสวัสดิสงเคราะห์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ ถนนโชตนา ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นายนาวิน สินธุสะอาด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานประกอบพิธีเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อเทิดทูนสถาบันพระมหาโดยพิธีการจะเริ่มในเวลา 08.15 น. เจ้านายฝ่ายเหนือ กงสุลต่างประเทศ ข้าราชการพลเรือน ตุลาการ อัยการ ตำรวจ ทหาร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ นายเทศมนตรีนครเชียงใหม่ สมาชิกองค์กรปกครงอส่วนท้องถิ่น ข้าราชการบำนาญ สมาคม ชมรม สโมสร พ่อค้า ประชาชน นักเรียน นักศึกษา พร้อมกัน ณ บริเวณพิธีและลงนามถวายพระพร จากนั้นในเวลา 09.00 น. ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นประธานในพีธีลงนามถวายพระพร จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ต่อด้วยพิธีสงฆ์ พิธีถวายเครื่องสักการะ (พานพุ่มดอกไม้สด) กล่าวถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา พิธีถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ พระสงฆ์อนุโมทนาเป็นเสร็จพิธีกษัตริย์และแสดงออกถึงความจงรักภักดีและเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ

วันที่ 28 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันสำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย ที่จักได้แสดงความจงรักภักดี และเทิดพระเกียรติคุณเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยได้ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ มุ่งมั่น ตั้งใจ อย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย พระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ ทั้งที่ทรงปฏิบัติแทนพระองค์ และทรงปฏิบัติในส่วนพระองค์เอง ล้วนเป็นไปเพื่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานและทรงอุปถัมภ์ โครงการมากมายหลายโครงการ อาทิ พระราชทานทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายต่อเนื่องไปจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าโดยไม่มีภาระผูกพันที่ต้องใช้ทุนคืน โดยมีพระราชประสงค์ให้เยาวชนเติบโต สามารถพึ่งตนเองได้อย่างมั่นคง และเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของประเทศ ทรงอุปถัมภ์โครงการสายใยรักแห่งครอบครัวในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงรับโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ไว้ในพระราชานุเคราะห์ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและบูรณาการวิทยาการในแต่ละสาขา ของภาคเกษตรกรรมให้ก้าวหน้า

ตลอดระยะเวลาที่ทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงประกอบพระราชกรณียกิจแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มากมายหลายโครงการ อาทิ การเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมณีรัตนปฏิมากร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตามฤดูกาล เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ในวันสำคัญต่าง ๆ ทางพระพุทธศาสนา อาทิ พระราชทานบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พระราชทานพระราชวโรกาสให้นักกีฬาไทย เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทรับพระราชทานพร เพื่อไปแข่งขันกีฬาในโครงการต่าง ๆ และการเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏในทุกภาคเป็นประจำทุกปีและในยามที่ประเทศไทยประสบอุทกภัยก็ได้พระราชทานความช่วยเหลือโดยพระราชทานถุงยังชีพ เสื้อชูชีพ ยาและเวชภัณฑ์ ไปแจกจ่ายให้กับราษฎรที่ประสบภัยน้ำท่วมอย่างทั่วถึง และยังได้พระราชทานครัวจากโครงการสายใยรักแห่งครอบครัวในพระราชูปถัมภ์ไปประกอบอาหารเลี้ยง พระมหากรุณาธิคุณ และพระเมตตาคุณ ที่ทรงปฏิบัติอย่างมากมาย ล้วนจารึกอยู่ในหัวใจ ของพสกนิกรชาวไทยตลอดไป



ข่าวโดย : ราตรี จักร์แก้ว
    หน่วยงาน : ส.ปชส.เชียงใหม่

จังหวัดเชียงใหม่ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

จังหวัดเชียงใหม่ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องด้วยนพเคราะห์/สืบชะตาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 62 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 โดยมีข้าราชการ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา และองค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนา ร่วมในพิธีกว่า 100 คน

วันนี้ (28 ก.ค.57) เวลา 10.29 น. ณ ศาลาเบญจสัตตยายุศรีวิชัยนุสรณ์ วัดศรีโสดา พระอารามหลวง อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายชนะ แพ่งพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องด้วยนพเคราะห์/สืบดวงพระชาตาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสา- ธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 62 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล ปราศจากโรคาพยาธิ มีความเจริญรุ่งเรือง อันเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที ซึ่งเป็นเครื่องหมายคนดีตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ และถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 62 พรรษา และเพื่อเป็นการเทิดทูนและแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยพิธีการเริ่มในเวลา 10.00 น.ข้าราชการ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา และองค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนาพร้อมกัน ณ มณฑลพิธีศาลาเบญจสัตตยายุศรีวิชัยนุสรณ์ จากนั้นในเวลา 10.29 น. ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล ประธานในพิธี ฯ เปิดกรวยสักกาะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และถวายถวายพระพรชัยมงคล พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ จำนวน 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ โดยประธานในพิธีฯ จุดเทียนสืบดวงพระชาตา และเทียนบูชาคุณพระรัตนตรัยพร้อมกันด้วย จากนั้นประธานในพิธีจุดเทียนส่องธรรม เจ้าหน้าที่อาราธนาธรรม พระเทพโกศล เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าอาวาสวัดศรีโสดา พระอารามหลวง แสดงพระธรรมเทศนา “สารากริวิชชาณสูตร” การถวายกัณฑ์เทศน์ และเครื่องจตุปัจจัยแด่พระสงฆ์ พระสงฆ์อนุโมทนา ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ เป็นเสร็จพิธี



ข่าวโดย : ราตรี จักร์แก้ว/ณัฐ สินันตา/อนันต์ ชุ่มใจ
    หน่วยงาน : ส.ปชส.เชียงใหม่

สหพันธ์เกษตรภาคเหนือ (สกน.) ยื่นหนังสือถึง คสช. เพื่อผลักดันปัญหาที่ดินให้เป็นวาระเร่งด่วน

สมาชิกสหพันธ์เกษตรภาคเหนือ (สกน.) จำนวน 200 คน ประกอบด้วยเกษตรจากพื้นที่ อ.สันทราย อ.แม่แจ่ม อ.จอมทอง อ.เชียงดาว อ.อมก๋อย อ.แม่ริม โดยมีนายดิเรก กองเงิน เป็นแกนนำ เพื่อดำเนินกิจกรรมส่งไปรษณียบัตรถึงหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ และผู้ที่ไร้ที่ดินทำกิน และให้ผลักดันปัญหาที่ดินให้เป็นวาระเร่งด่วน

วันนี้ (28 ก.ค. 57) เวลา 10.00 น. ที่ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ยื่นหนังสือถึง คสช. เพื่อผลักดันปัญหาที่ดินให้เป็นวาระเร่งด่วน ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายนายชัยณรงค์ นันตาสาย ป้องกันจังหวัดเชียงใหม่มารับหนังสือแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ดดยหนังสือมีเนื้อหาว่า

ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศยึดอำนาจการบริหารประเทศ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยได้มีตำสั่งฉบับที่ 11/2557 ยกเลิกการบังคับใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ส่งผลให้สิทธิของชมชนและชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่เคยได้รับ การคุ้มครองตามมาตร 66 ของรัฐธรรมนูญ 2550 สิ้นสุดลง ต่อมา คสช. ได้มีคำสั่งที่ 64/2557 และ 66/2557 เรื่องการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ โดยมอบหมายให้กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักตำรวจแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กอ.รมน. ดำเนินการปราบปรามและจับกุมผู้บุกรุกป่า โดย คสช. มีเจตนาที่ปราบปราม นายทุน ผู้มีอิทธิพล และขบวนการลักลอบตัดไม้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งได้มีการเน้นย้ำว่าการตามคำสั่งดังกล่าวต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้น ๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้แต่ ในข้อเท็จจริงที่ปรากฏตลอดระยะเวลาเดือนเศษที่ผ่านมาหลังคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ได้มีเจ้าหน้าที่หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติการโดยไม่แยกแยะว่าเป็นนายทุน ผู้มีอิทธิพล หรือประชาชนผู้ยากไร ผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นมาก่อนตลอดจนได้มีเจ้าหน้าที่บางส่วนอ้างคำสั่งดังกล่าวเข้าไปข่มขู่คุกคาม ทำให้เกิดความวิตก หวาดกลัว จนไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข ซึ่งจะก่อให้เกิดความขัดแย้งที่เคยดำเนินมาอย่างช้านานในอดีตกลับปะทุและเกิดความรุนแรงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดการขมขู่คุกคามและการเผชิญหน้าระหว่างหน่วยงานของรัฐกับชุมชน ลุกลามไปมากกว่านี้ ในนามของสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ จึงขอเรียกร้องให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบ (คสช.) เร่งดำเนินการดังต่อไปนี้ 1. มาตรการเร่งด่วน ให้หัวหน้า คสช. กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการด้วยความรอบคอบ เป็นธรรม โดยยึดมาตรการตามคำสั่งที่ 66/2557 ที่ระบุว่า การดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกินซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้นๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่ จะดำเนินการสอบสวน และพิสูจน์ทราบ เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปทั้งนี้เร่งรัดสั่งการให้สำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ที่อาศัยตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประสานงานให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 และเร่งรัด การแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสถาบันบริหารจัดการที่ดินให้เป็นไปตามพระราชฎีกาจัดตั้งสถาบันฯ พร้อมทั้งอนุมัติงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันฯ และอนุมัติโครงการนำร่องธนาคารที่ดินจำนวน 167 ล้านบาทตามนัยยะมติคณะรัฐมนตรี 21 พฤษภาคม 2557 2.มาตรการระยะกลาง และระยะยาว ผลักดันให้เกิดการกระจายถือครองที่ดินโดยมาตรการจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้าและนำภาษีที่ได้มาจัดตั้งธนาคารที่ดินแก่คนจนและเกษตรรายย่อยได้มีโอกาสเข้าถึงที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยอย่างเป็นธรรม เพื่อผลักดันกฎหมายรองรับสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดิน ป่าไม้ น้ำ และทะเล เพื่อเป็นการกระจายในการทรัพยากรไปสู่ชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรจุเนื้อหาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิชุมชนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นดั่งเดิมมีสิทธิในการดูแลรักษา จัดการ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีในชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืน


ข่าวโดย : ไผท สุวรรณเสวตร/วิมลฉัตร สุดวิลัย
    หน่วยงาน : ส.ปชส.เชียงใหม่

สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ร่วมกับสำนักพระพุทธศาสนา กรมศาสนา จัดโครงการ "สามเณรธรรมมาสน์ทอง"

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ร่วมกับ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและกรมศาสนา จัดโครงการส่งเสริมวิชาการเทศนาธรรม "สามเณรธรรมาสน์ทอง" เพื่ออนุรักษ์การเทศน์ตามแบบต้นฉบับดั้งเดิมไม่ให้สูญหาย

วันนี้ 28 กรกฎาคม 2557 เวลา 13.00 น. ได้มีพิธีเปิดโครงการส่งเสริมวิชาการเทศนาธรรม “สามเณรธรรมาสน์ทอง”(หนเหนือ) โดยพระเดชพระคุณพระเทพโกศล เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ประธานฝ่ายสงฆ์ และนายชนะ แพ่งพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีเปิด ณ ห้องประชุมชุณหไชยพันธ์ อาคาร คุณแม่สนอง แตงอ่อน วัดเจ็ดยอด พระอารามหลวง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยความร่วมมือของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ร่วมกับ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมศาสนา จัดขึ้นเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา ในปี 2558 เพื่อเป็นการส่งเสริมให้สามเณรอันเป็นรากแก้วแห่งพระพุทธศาสนาได้ศึกษาเรียนรู้และสืบทอดวิถีแห่งการแสดงพระธรรมเทศนาอย่างถูกต้อง และต่อยอดความสามารถให้สามเณรเป็นนักเทศนาธรรม สามารถเผยแผ่หลักธรรมคำสอนตามแบบฉบับแห่งการเทศนาที่สืบทอดกันมา เพื่อความมั่นคงสถาพรของพระพุทธศาสนา

ทั้งนี้เป็นการค้นหาสามเณรต้นแบบในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยการคัดเลือกสามเณรจากทั่วประเทศเข้าร่วมการอบรมซึ่งแบ่งเป็นรายภูมิภาค ซึ่งประกอบด้วยภาคกลางจัดขึ้นที่ วัดพิชยาญาติการาม กรุงเทพมหานคร ภาคใต้จัดที่ วัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคตะวันออก จัดที่ วัดมหาธาตุ จังหวัดยโสธร และภาคเหนือ จัดที่ วัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับโครงการส่งเสริมวิชาการเทศนาธรรม “สามเณรธรรมาสน์ทอง”ในรอบแรก จะคัดเลือกสามเณรจากทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 300 รูป เพื่อเป็นตัวแทนเข้าร่วมการอบรมรายภูมิภาค ซึ่งทั้งหมดจะต้องเขียนบทเทศนาธรรมให้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกเหลือก 50 รูป ได้เข้าสู่รอบที่สอง เพื่ออบรมวิชาการเทศนาธรรม ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร จากนั้นจะคัดเลือกเหลือเพียง 10 รูป เพื่อเข้าสู่รอบที่สาม และต้องแสดงพระธรรมเทศนาเพื่อพิจารณาคัดเลือกสามเณร 3 รูป ผู้เป็นเลิศได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมรี


ข่าวโดย : ณัฏฐ์ สินันตา/สมัชญา หน่อหล้า
    หน่วยงาน : ส.ปชส.เชียงใหม่

จังหวัดเชียงใหม่ จัดประชุมคณะกรรมการเจรจาขอคืนพื้นที่ที่บุกรุกเพื่อขุดขยายแม่น้ำปิง ในพื้นที่ระดับอำเภอ

จังหวัดเชียงใหม่จัดประชุมคณะกรรมการเจรจาขอคืนพื้นที่ที่บุกรุกเพื่อขุดขยายแม่น้ำปิง ในพื้นที่ระดับอำเภอ จากเดิมที่มีความกว้าง 60 – 70 เมตร เป็นขนาดกว้าง 90 เมตร เพื่อให้เส้นทางน้ำไหลผ่านได้สะดวก และป้องกันการเกิดอุทกภัยในจังหวัดเชียงใหม่ ตลอดแนว 20 กิโลเมตร ในพื้นที่ 4 อำเภอ

วันนี้ (28 ก.ค.57) เวลา 14.30 น. ณ ห้องประชุม 4 ชั้น 4 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายชนะ แพ่งพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานการเจรจาขอคืนพื้นที่ที่บุกรุกเพื่อขดลอกขยายแม่น้ำปิงในพื้นที่ระดับอำเภอ ซึ่งมีเป้าหมายขยายขนาดความกว้างของแม่น้ำปิงจากเดิม 60 – 70 เมตร เป็นขนาดกว้าง 90 เมตร เพื่อให้เส้นทางน้ำไหลผ่านได้สะดวก และป้องกันการเกิดอุทกภัยในจังหวัดเชียงใหม่ ตลอดแนว 20 กิโลเมตร ในพื้นที่ 4 อำเภอ ประกอบด้วยอำเภอเมืองเชียงใหม่ สารภี แม่ริม และอำเภอหางดง เพื่อร่วมกันพิจารณากำหนดกรอบการทำงานเบื้องต้นของคณะทำงานการเจรจาขอคืนพื้นที่ที่บุกรุกเพื่อขุดลอดขยายแม่น้ำปิงในพื้นที่ระดับอำเภอ ตามคำสั่งจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 1661/2557 ลงวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการ 3 คณะ ดังนี้

คณะกรรมการเจรจาขอคืนพื้นที่ที่บุกรุกเพื่อขุดขยายแม่น้ำปิง ซึ่งมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ (ฝ่ายความมั่นคง) เป็นประธานกรรมการ หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด เป็นคณะกรรมการ โดยมี ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาเชียงใหม่ เป็นกรรมการ/เลขานุการ มีหน้าที่เจรจาขอคืนพื้นที่ที่บุกรุก รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ บทลงโทษและระยะเวลาในการรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง ที่บุกรุกล่วงล้ำลำน้ำแม่ปิง พร้อมทั้งสรุปความเห็น ปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไขต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

คณะทำงานการเจรจาขอคืนพื้นที่บุกรุกเพื่อขุดลอกขยายแม่น้ำปิงในพื้นที่ระดับอำเภอ แยกเป็น 4 คณะ โดยแต่งตั้งตามพื้นที่ที่มีการบุกรุกในพื้นที่ 4 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอสารภี อำเภอแม่ริม และ อำเภอหางดง โดยมีองค์ประกอบคณะทำงาน ฯ ประกอบด้วย นายอำเภอ เป็นประธานคณะทำงาน นายกองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ปลัดเทศบาลตำบล/ปลัด อบต. กำนัน ในพื้นที่บุกรุกเป็นคณะทำงาน และ ปลัดเทศบาลตำบล/ปลัด อบต. เป็นคณะทำงาน/เลขานุการ เจ้าหน้าที่สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาเชียงใหม่ เป็นคณะทำงาน/ผู้ช่วยเลขานุการ ทำหน้าที่ ดำเนินการสำรวจข้อมูลและจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่แม่น้ำปิงในเขตพื้นที่ตามแนวทางของคณะกรรมการเจารจาขอคืนพื้นที่ที่บุกรุกเพื่อขุดขยายแม่น้ำปิงกำหนด จัดทำบัญชีข้อมูลผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่ติดแม่น้ำปิงและสำรวจตรวจสอบผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ กำกับ ติดตามและดำเนินการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่แม่น้ำปิงให้เป็นไปตามแผนการแก้ไขปัญหาการบุกรุกเพื่อขุดขยายแม่น้ำปิง กำกับและติดตามการดำเนินงานของคณะทำงาน และดำเนินการอื่น ๆ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่แม่น้ำปิง ตามที่คณะกรรมการเจรจาขอคืนพื้นที่ที่บุกรุกเพื่อขุดขยายแม่น้ำปิงจังหวัดเชียงใหม่ มอบหมาย

คณะทำงานการเจรจาขอคืนพื้นที่บุกรุกเพื่อขุดขยายแม่น้ำปิง ด้านช่างสำรวจช่างเทคนิค มีองค์ประกอบคณะทำงาน ประกอบด้วย หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการจากสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานคณะทำงาน หัวหน้าฝ่ายรังวัด สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำที่ 7 หรือผู้แทน ผู้อำนวยการกองช่างเทคนิคขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เป็นคณะทำงาน เจ้าหน้าที่สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาเชียงใหม่ เป็นคณะทำงาน/เลขานุการ มีหน้าที่ดำเนินการสำรวจข้อมูลและจัดทำแผนที่การบุกรุกพื้นที่แม่น้ำปิง ตามแนวทางที่คณะกรรมการเจรจาขอคืนพื้นที่ที่บุกรุกเพื่อขุดขยายแม่น้ำปิงกำหนด จัดทำบัญชีข้อมูลผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่ติดแม่น้ำปิงและสำรวจตรวจสอบผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ และดำเนินการอื่น ๆ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่แม่น้ำปิง ตามที่คณะกรรมการเจรจาขอคืนพื้นที่ที่บุกรุกเพื่อขุดขยายแม่น้ำปิงจังหวัดเชียงใหม่ มอบหมาย

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีมติมอบหมายให้คณะทำงานระดับอำเภอทั้ง 4 อำเภอดำเนินการตามหน้าที่ตามคำสั่ง โดยใช้ภาพโดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศ บัญชีรายชื่อผู้บุกรุก โดยขอรับการสนับสนุนข้อมูลจากเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอในพื้นที่ แผนที่แปลงภาษี และ เครื่อง GPS เป็นเครื่องมือในการเข้าไปสำรวจ โดยให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือนนับจากวันนี้เป็นต้นไป


ข่าวโดย : ราตรี จักร์แก้ว/ณัฐ สินันตา/อนันต์ ชุ่มใจ
    หน่วยงาน : ส.ปชส.เชียงใหม่

พสกนิกรชาวจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมใจจุดเทียนถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

พสกนิกรชาวจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมใจจุดเทียนถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ โดยมีข้าราชการ และพสกนิกรร่วมพิธีจำนวนมาก

วันนี้ (28 ก.ค.57) เวลา 19.00 น. ณ ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นายนาวิน สินธุสะอาด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานประกอบพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ นำหัวหน้าส่วนราชการ กงสุลต่างประเทศ ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ สมาชิกองค์กรปกครงอส่วนท้องถิ่น ข้าราชการบำนาญ สมาคม ชมรม สโมสร พ่อค้า ประชาชน นักเรียน นักศึกษา พร้อมกัน ณ บริเวณพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพร หลังจากนั้นรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นประธานในพีธีร่วมจุดเทียนชัยถวายพระพร กล่าวถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ พร้อมชมพลุเฉลิมพระเกียรติจำนวน 9 ชุด อย่างสวยงามอลังการ

วันที่ 28 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันสำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย ที่จักได้แสดงความจงรักภักดี และเทิดพระเกียรติคุณเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยได้ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ มุ่งมั่น ตั้งใจ อย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย พระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ ทั้งที่ทรงปฏิบัติแทนพระองค์ และทรงปฏิบัติในส่วนพระองค์เอง ล้วนเป็นไปเพื่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานและทรงอุปถัมภ์ โครงการมากมายหลายโครงการ อาทิ พระราชทานทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายต่อเนื่องไปจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าโดยไม่มีภาระผูกพันที่ต้องใช้ทุนคืน โดยมีพระราชประสงค์ให้เยาวชนเติบโต สามารถพึ่งตนเองได้อย่างมั่นคง และเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของประเทศ ทรงอุปถัมภ์โครงการสายใยรักแห่งครอบครัวในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงรับโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ไว้ในพระราชานุเคราะห์ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและบูรณาการวิทยาการในแต่ละสาขา ของภาคเกษตรกรรมให้ก้าวหน้า



ข่าวโดย : ณัฏฐ์ สินันตา
    หน่วยงาน : ส.ปชส.เชียงใหม่

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สาธารณสุขพะเยา หวั่นเด็กป่วยด้วยโรคมือเท้าปาก แนะครู ครูพี่เลี้ยงให้เน้นรักษาความสะอาดในห้องเรียน พร้อมคัดกรองเด็กทุกวัน

สาธารณสุขพะเยา หวั่นเด็กป่วยด้วยโรคมือเท้าปาก แนะครู ครูพี่เลี้ยงให้เน้นรักษาความสะอาดในห้องเรียน พร้อมคัดกรองเด็กทุกวัน

นายแพทย์สุรินทร์ สุมนาพันธุ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพะเยา เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม เป็นฤดูกาลระบาดของโรคเมือเท้าปาก ซึ่งโรคดังกล่าวเกิดจาเชื้อเอ็นทอโรไวรัส ติดต่อได้ทางปาก น้ำมูก น้ำลาย น้ำในตุ่มพองหรือแผล และอุจจาระของผู้ป่วย ทำให้มีไข้ มีผื่น ตุ่มน้ำใส หรือเม็ดแดงๆในปาก ฝ่ามือ ฝาเท้าหรือด้น ส่วนใหญ่จะหายได้เองภายใน 7-10วัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ0-4 ปี โดยเฉพาะโรงเรียนอนุบาลและศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งเด็กจะชอบหยิบของเล่นเข้าปาก จะต้องดูแลให้เด็กล้างมือบ่อยๆ ล้างทำความสะอาดของเล่น อุปกรณ์ ของใช้และสถานที่อย่างสม่ำเสมอ หากติดเชื้อเอ็นทอโรไวรัส 71 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่รุนแรง อาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้

นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพะเยา ยังกล่าวด้วยว่า วิธีป้องกันโรคมือเท้าปาก ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้ปกครองเด็ก ครูผู้ดูแล ครูพี่เลี้ยง ต้องมีการคัดกรองเด็กทุกคน ทุกวัน ดูแลเด็กล้างมือบ่อยๆ ล้างทำความสะอาดของเล่น ของใช้ อุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งสถานที่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหากพบเด็กป่วยให้แยกออกจากเด็กปกติ โดยให้ผู้ปกครองมารับไปโรงพยาบาลและหยุดเรียนจนกว่าเด็กจะหายป่วยเพื่อป้องกันการแพร่ไปสู่เด็กอื่น

ทั้งนี้จากข้อมูลของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพะเยา ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.57 – 7 ก.ค.57 จังหวัดพะเยามีผู้ป่วยโรคมือเท้าปากสะสมจำนวนทั้งสิ้น 383 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 78.46 ต่อประชากรแสนคน อัตราป่วยสะสมของโรคสูงเป็นอันดับ 10 ของประเทศ และอันดับที่ 3 ของ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน รองจากจังหวัดเชียงและแม่ฮ่องสอน ไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิต อำเภอที่มีอัตราป่วยสูงสุด เรียงตามลำดับ คือ อำเภอดอกคำใต้ แม่ใจ ปง และอำเภอเมืองพะเยา ในช่วง 3 สัปดาห์ตั้งแต่เริ่มเปิดเรียนที่ผ่านมา มีรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในพื้นที่อำเภอดอกคำใต้ 32ราย อำเภอเมือง 21ราย และอำเภอเชียงคำ 10 ราย อย่างไรก็ตามพบว่าอำเภอเมือง และอำเภอดอกคำใต้ ยังมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ข่าวโดย : ประมวล อุปกิจ
หน่วยงาน : สวท.พะเยา

สาขาวิชาการประชาสัมพันธ์ คณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาสตร์ ขอเชิญร่วมงาน "เปิด (กะ) โปง นิเทศศาสตร์ ปี 2557

ดร.อนุสรณ์ คุณานุสรณ์ คณบดีคณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาสตร์ เปิดเผยว่า สาขาวิชาการประชาสัมพันธ์ คณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา จัดงาน เปิด (กะ) โปงนิเทศศาสตร์ ตอน “รู้สื่อสาร รู้ทันอาเซียน” ในระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม พ.ศ.2557 ณ หอประชุมพญางำเมือง มหาวิทยาลัยพะเยา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ทราบถึงความสำคัญของการสื่อสารในยุคปัจจุบัน เพราะการสื่อสารเข้ามามีอิทธิพลต่อประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมกับการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 นี้

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การเสวนาวิชาการในหัวข้อ “รู้สื่อสาร รู้ทันอาเซียน” โดยมีวิทยากรพิเศษคือ คุณศุทธดา เนติภานนท์ นักข่าวภาคสนามช่อง 3 รวมถึงนิทรรศการให้ความรู้ด้านการสื่อสาร การประกวดต่างๆ ได้แก่ การประกวดโครงการรณรงค์และ สุนทรพจน์ ในระดับมัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษา ในหัวข้อ “รู้สื่อสาร รู้ทันอาเซียน” การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งในระดับมัธยมศึกษา เพื่อชิงเงินรางวัลกว่า 20,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร ซึ่งผู้ที่สนใจเข้าร่วมประกวดสามารถติดต่อขอรับใบสมัครได้ที่ www.facebook.com/pr.up.57 หรือภายในงานเปิด(กะ)โปงนิเทศศาสตร์ ณ หอประชุมพญางำเมือง มหาวิทยาลัยพะเยา หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-625-9215



ข่าวโดย : ประมวล อุปกิจ
หน่วยงาน : สวท.พะเยา

หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 36 ตรวจฝึกความพร้อมสภาพกำลังพล ยานพาหนะ เครื่องจักรกล เรือ เตรียมรับภัยพิบัติน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลน

หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 36 ตรวจฝึกความพร้อมสภาพกำลังพล ยานพาหนะ เครื่องจักรกล เรือ เตรียมรับภัยพิบัติน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลน

27 ก.ค.57 พันเอก กิติชาติ นิลขำ ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 36 สำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย จ.แม่ฮ่องสอน ตรวจความพร้อมการเตรียมการเข้าช่วยเหลือประชาชนหากเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

พันเอก กิติชาติ นิลขำ ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 36 กล่าวว่า ปัจจุบันในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เกิดมีฝนตกติดต่อกันทุกวันอาจทำให้เดินภูเขาสไลด์หรือถล่มลงมาได้ โดยเฉพาะบริเวณถนนสายหลัก 108 เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน และสายรอง ถนนภายในหมู่บ้าน หากมีน้ำป่าไหลหลากน้ำท่วมฉับพลัน เจ้าหน้าที่หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 36 ก็จะสามารถบูรณาการกับส่วนราชการอื่น ๆ เข้าไปช่วยเหลือไปได้ทันที จึงได้มีการตรวจความพร้อมเป็นประจำทุกเดือน ตามนโยบายของ พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และมีการฝึกซ้อมความพร้อมทั้งสภาพร่างกายกำลังพล ยานพาหนะเครื่องจักรกล และเรือยนต์ เรือยาง ที่จะเข้าพื้นทั้งทางบกทางน้ำให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานได้ทันที

ผบ.นพค.36 กล่าวต่อไปว่า การเตรียมความพร้อม หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 36 ได้จัดชุดบรรเทาสาธารณะภัยไว้ จำนวน 2 ชุด ๆ 20 นาย รวม 40 นาย ทั้งกำลังพลและยานพาหนะ แต่ละชุดสามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งตนได้สั่งการไว้แล้ว หากเกิดภัยพิบัติขึ้นในทุกกรณีและมีการร้องขอจากประชาชนหรือขอความร่วมมือ จากทุกส่วนราชการ อบต. ให้ชุดบรรเทาสาธารณภัยของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 36 เข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที่



ข่าวโดย : นวรัตน์ ศรีแก้วเลิศ
    หน่วยงาน : สวท.แม่สะเรียง-แม่ฮ่องสอน

อำเภอแม่สะเรียงจัดการแข่งขันกีฬา พัฒนาสัมพันธ์บ้านพี่เมืองน้อง ไทย – พม่า ชายแดนบ้านเสาหิน

อำเภอแม่สะเรียงจัดการแข่งขันกีฬา พัฒนาสัมพันธ์บ้านพี่เมืองน้อง ไทย – พม่า ชายแดนบ้านเสาหิน

27 ก.ค. 57 นายเล็ก ศรีเรือง นายอำเภอแม่สะเรียง และนายอินศวร พิทักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเสาหิน ได้นำทัพนักกีฬาไทย-พม่า จากสองหมู่บ้านชายแดนบ้านเสาหิน เข้าร่วมการจัดการแข่งขันกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-พม่า กว่า 100 คน ณ สนานกีฬาหมู่บ้านชายแดนบ้านเสาหิน บ้านเสาหิน หมู่ที่ 1 ตำบลเสาหิน อำเภอแม่สะเรียง โดยมีตัวแทนจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน นายเสี่ยปอหลู่ นายอำเภอแม่แจ๊ะ ได้นำทัพกีฬาและนักแสดงเดินทางมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ด้วย

นายเล็ก ศรีเรือง นายอำเภอแม่สะเรียง กล่าว่า กรมการปกครองจัดทำแผนแม่บทในการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน โดยให้อำเภอเป็นหน่วยหลักในการดำเนินงานในระดับพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนในพื้นที่ชายแดน ให้มีความรู้ความเข้าใจ เตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเชียน โดยจัดให้มีกิจกรรม การอบรมให้ความรู้แก่ประชาชน การแข่งขันกีฬาทั้งกีฬาสากลและกีฬา การแสดงศิลปวัฒนธรรมการละเล่นท้องถิ่น และการการจัดตลาดพื้นบ้าน ซึ่งคาดว่าประชาชนในพื้นที่ชายแดนทั้งสองปร้เทศ เกิดความตระหนักรู้และเห็นความสำคัญของการรวมตัวสู่ประชาคมอาเชียน ซึ่งจะนำมาสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันเกิดการกระชับความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น


ข่าวโดย : นวรัตน์ ศรีแก้วเลิศ
    หน่วยงาน : สวท.แม่สะเรียง-แม่ฮ่องสอน

ปภ.ลำพูน แนะประชาชนเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาวาตภัย

ปภ.ลำพูน เผย ระยะนี้เป็นช่วงฤดูฝน ภาคเหนือจะมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงเกิดขึ้น แนะประชาชนเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาวาตภัย

นายชุมพร อินตะเทพ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลำพูน เปิดเผยว่า ระยะนี้เป็นช่วงฤดูฝน ภาคเหนือจะมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงเกิดขึ้น ขอให้ประชาชนเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาวาตภัย โดยตรวจสอบบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างโดยรอบบ้านให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง จัดเก็บสิ่งของที่ปลิวลมได้ พร้อมปิดประตูหน้าต่างบ้านให้มิดชิด สำรวจต้นไม้บริเวณรอบบ้าน ตรวจสอบเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้า ให้อยู่ในสภาพปลอดภัย จัดเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นไว้ใช้ในช่วงที่ไฟฟ้าดับ เข้าไปหลบพายุลมแรงในอาคารหรือบ้านเรือนที่มั่นคงแข็งแรง ไม่หลบพายุลมแรงในพื้นที่เสี่ยงอันตราย กรณีพบต้นไม้ เสาไฟฟ้าล้ม ให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หากประชาชนพบเห็นอุบัติเหตุ ภัยพิบัติ หรือต้องการความช่วยเหลือติดต่อได้ที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้บ้าน หรือสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลำพูน โทรศัพท์หมายเลข 0-5356-2963 หรือสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง



ข่าวโดย : ชาลิสา วัฒนะโชติ 053525519
    หน่วยงาน : สวท.ลำพูน

รายงานพิเศษ นิทรรศการหมุนเวียนพิพิธภัณฑ์ชุมชนเมือง คงความรู้วิถีชีวิตคนลำพูน

รายงานพิเศษ นิทรรศการหมุนเวียนพิพิธภัณฑ์ชุมชนเมือง เทศบาลเมืองลำพูน คงความรู้วิถีชีวิตคนลำพูน

เทศบาลเมืองลำพูนได้เปิดดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมและศึกษาหาความรู้มาตั้งแต่ปี 2550 เพื่อเป็นการฟื้นฟูคุ้มเจ้าราชสัมพันธ์วงษ์ที่มีอายุยาวนานร่วม 100 ปี และอนุรักษ์สภาพทางสถาปัตยกรรมท้องถิ่น ตามนโยบายและแนวทางการอนุรักษ์เมืองเก่าลำพูนและพัฒนาสถาปัตยกรรมท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวให้เป็นไปอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดลำพูน ซึ่งมุ่งเน้นการเที่ยวชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และสภาพความร่มรื่นสวยงามของเมืองลำพูน พิพิธภัณฑ์ชุมชนเมือง แบ่งส่วนจัดแสดงไว้อย่างชัดเจนและน่าสนใจ อาคารคุ้มเจ้าราชสัมพันธ์วงษ์ จัดแสดงเรื่องราวประวัติ ภาพถ่ายของคุ้มฯ และลำพูนในอดีต ภาพถ่ายแผนที่เมืองลำพูน ภาพถ่ายสถานที่บริเวณเขตกำแพงเมืองในอดีตเปรียบเทียบปัจจุบัน ตลอดจนสิ่งของ เครื่องใช้ ของเล่น ที่แสดงถึงวิถีชีวิตของคนลำพูน ในอดีตที่หาชมได้ยากยิ่ง เชื่อมต่อมาถึงตัวอาคารด้านหลัง จัดแสดงเป็นโรงภาพยนตร์หริภุญชัยรามา จำลอง ซึ่งรวบรวมฉากหนังและเก้าอี้สำหรับนั่งในโรงภาพยนตร์ของจังหวัดลำพูนในอดีต และยังจำลองห้องเรียนเมื่อครั้งสถานที่แห่งนี้เคยเป็นโรงเรียนหวุ่นเจิ้งและโรงเรียนมงคลวิทยา อาคารหลังต่อไป คือ อาคารร้านค้าเรือนแพ ซึ่งตั้งอยู่ด้านข้างอาคารคุ้มฯ จัดแสดงนิทรรศการเผยแพร่วัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่นต่างๆ ของภาคเหนือ ถัดมาคือ อาคารพิพิธภัณฑ์ดับเพลิงลำพูน ที่จัดแสดงรถดับเพลิงเก่า และเครื่องมือเครื่องใช้สำหรับใช้ในการดับเพลิง

นายประภัสร์ ภู่เจริญ นายกเทศมนตรีเมืองลำพูน กล่าวว่า เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ ต่อยอดความรู้ที่น่าสนใจเฉพาะด้านเพิ่มเติมแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนชาวลำพูน ตลอดจนรองรับความเป็นเมืองเก่าลำพูนตามประกาศคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึง พฤศจิกายน 2557 พิพิธภัณฑ์ชุมชนเมือง จึงกำหนดจัด 6 นิทรรศการหมุนเวียน ประกอบด้วย นิทรรศการชุดที่ 1 “ผูก-พัน-ไผ่” จัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับหุ่นจำลอง โครงสร้าง เกี่ยวกับเรือนไม้ไผ่ และเรือนจากวัสดุธรรมชาติ นิทรรศการชุดที่ 2 “เป็นมา เป็นเมือง” เป็นการจัดแสดงภาพถ่ายร่วมสมัยเชิงเปรียบเทียบมุมต่างๆ ในเมืองลำพูน ระหว่างอดีตและปัจจุบัน พร้อมคำบรรยายสะท้อนความเป็นมาและความน่าจะเป็นไปจากคนลำพูน ซึ่งทั้ง 2 ชุดจัดแสดงอยู่ ณ ปัจจุบัน นิทรรศการชุดที่ 3 “ฮักต้องถีบ” จัดแสดงจักรยานโบราณ ภาพถ่ายและข้อมูล ยานพาหนะที่ผูกพันกับชีวิตคนในชุมชนตั้งแต่อดีต พร้อมกับบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับจักรยานในเมืองลำพูน ในแง่มุมที่น่าสนใจ กำหนดจัดแสดง 25 กรกฎาคม 2557 ถึงปลายเดือนสิงหาคม 2557 นิทรรศการชุดที่ 4 “เพลินลำพูน” เป็นการจัดแสดงภาพถ่ายผ่านสายตาคนลำพูน โดยฝีมือของคนลำพูน เสนอแนวคิด และมุมมองของเมืองผ่านคนในชุมชน โดยเปิดให้แสดงฝีมือการถ่ายภาพเบื้องต้น และการฝึกเทคนิคการถ่ายภาพแก่ผู้สนใจที่ร่วมกิจกรรม กำหนดจัดแสดง 25 สิงหาคม 2557 ถึงปลายเดือนกันยายน 2557 นิทรรศการชุดที่ 5 “เรือนไม้ รายเมือง” เป็นการจัดแสดงความรู้เกี่ยวกับเรือนไม้ของแต่ละภูมิภาคต่างๆ ในประเทศไทย โดยการจัดแสดงป้ายข้อมูล หุ่นจำลองและองค์ความรู้เกี่ยวกับด้านการเชื่อมต่อด้านโครงสร้างและด้านวัสดุที่เกี่ยวข้อง กำหนดจัดแสดง 25 กันยายน 2557 ถึงปลายเดือนตุลาคม 2557 และนิทรรศการที่ 6 “ยองสี ยอกเส้น เมืองหละปูน” เป็นการจัดแสดงภาพสีน้ำและลายเส้นเมืองลำพูน ในความรู้การเขียนภาพสีน้ำและการเขียนลายเส้น กำหนดจัดแสดง 25 ตุลาคม 2557 ถึงปลายเดือนพฤศจิกายน 2557

เทศบาลเมืองลำพูนขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมชมบรรยากาศการจัดแสดงแต่ละอาคาร และนิทรรศการ ทั้ง 6 ชุด ณ พิพิธภัณฑ์ชุมชนเมือง ตั้งอยู่ถนนวังซ้าย ด้านหลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย เปิดให้ประชาชนเข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ งานพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว สำนักปลัดเทศบาล เทศบาลเมืองลำพูน โทรศัพท์หมายเลข 0-5351-1540 ต่อ 109 ในวันและเวลาราชการ




ข่าวโดย : ชาลิสา วัฒนะโชติ 053525519
    หน่วยงาน : สวท.ลำพูน




ปภ.ลำพูน แนะประชาชนเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาดินโคลนถล่ม

ปภ.ลำพูน เผย ระยะนี้เป็นช่วงฤดูฝน เมื่อมีฝนตกหนักสะสม อาจทำให้เกิดดินโคลนถล่มได้ แนะประชาชนเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาดินโคลนถล่ม

นายชุมพร อินตะเทพ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลำพูน เปิดเผยว่า ระยะนี้เป็นช่วงฤดูฝน ภาคเหนือจะมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงเกิดขึ้น เมื่อมีฝนตกหนักสะสม อาจทำให้เกิดดินโคลนถล่มได้ ขอให้ประชาชนเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาดินโคลนถล่ม โดยไม่ก่อสร้างบ้านเรือนในพื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่ม ร่วมกันดูแลรักษาธรรมชาติเพื่อให้ระบบนิเวศของผืนป่ามีความสมดุล จัดเวรยามเฝ้าระวังกรณีอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่ม ศึกษาเส้นทางการอพยพที่ปลอดภัยและกำหนดจุดปลอดภัย หมั่นติดตามข้อมูลสถานการณ์ภัยอยู่เสมอ หมั่นสังเกตความผิดปกติทางธรรมชาติที่เป็นสัญญาณเตือนก่อนเกิดดินโคลนถล่ม จัดเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เมื่อเกิดเหตุควรอพยพหนีภัยไปตามเส้นทางที่ปลอดภัยโดยขึ้นที่สูงพ้นจากเส้นทางที่เป็นแนวเลื่อนไหลของดิน กรณีพลัดตกน้ำ ห้ามว่ายน้ำหนีเพราะอาจหมดแรง ควรหาต้นไม้ใหญ่ยึดเกาะและปีนขึ้นให้พ้นน้ำ และห้ามกลับเข้าไปในบริเวณที่เกิดเหตุดินโคลนถล่มเพราะอาจเกิดดินโคลนถล่มซ้ำ

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นอุบัติเหตุ ภัยพิบัติ หรือต้องการความช่วยเหลือติดต่อได้ที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้บ้าน หรือสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลำพูน โทรศัพท์หมายเลข 0-5356-2963 หรือสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง



ข่าวโดย : ชาลิสา วัฒนะโชติ 053525519
    หน่วยงาน : สวท.ลำพูน

ปภ.ลำพูน ระบุ อุบัติภัยเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา แนะประชาชนปฏิบัติตนให้ปลอดภัยจากอุบัติภัยในเคหสถาน

ปภ.ลำพูน ระบุ อุบัติภัยเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา แนะประชาชนปฏิบัติตนให้ปลอดภัยจากอุบัติภัยในเคหสถาน

นายชุมพร อินตะเทพ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลำพูน เปิดเผยว่า อุบัติภัย คือ ภัยหรืออันตรายที่เกิดจากอุบัติเหตุ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ไม่มีผู้ใดจงใจหรือทำให้เกิดขึ้น สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา มีสาเหตุอยู่ 2 ประการ คือ จากคนและสิ่งแวดล้อม สาเหตุจากคนอาจเกิดจากคนมีสภาพร่างกายและจิตใจไม่อยู่ในภาวะปกติ ผู้ที่ร่างกายทรุดโทรม เช่น อ่อนเพลีย เหน็ดเหนื่อย เจ็บป่วย หรือผู้ที่มึนเมาจากการดื่มสุราหรือยากระตุ้นประสาท เป็นต้น จะมีผลทำให้ควบคุมสติของตนเองได้ไม่ดี มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุ/อุบัติภัยได้ง่าย บางครั้งอาจเกิดจากความประมาท คนมีความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คนขาดความรู้และความชำนาญหรือประสบการณ์ เช่น ผู้ที่ใช้เครื่องจักร เครื่องยนต์ในขณะทำงานนั้น ถ้าหากขาดความรู้ความชำนาญ หรือมีประสบการณ์ไม่เพียงพอจะเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ/อุบัติภัยได้ง่าย และพบได้บ่อยที่เกิดจากคนไม่ปฏิบัติตามคำเตือน กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คนบางคนไม่เห็นความสำคัญของกฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำเตือนต่างๆ มักจะเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ/อุบัติภัยได้ แม้แต่ในบ้านเรือน เคหสถาน ก็สามารถเกิดอุบัติภัยขึ้นได้ ดังนั้น ประชาชนควรจัดสภาพแวดล้อมในบ้าน ดูแลสภาพแวดล้อมโดยรอบบ้านให้ปลอดภัย สำรวจและแก้ไขจุดเสี่ยงภายในบ้าน ตรวจสอบสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านให้อยู่ในสภาพใช้งานได้อย่างปลอดภัย จัดเก็บสิ่งของอันตรายไว้ให้เป็นสัดส่วนในที่มิดชิด จัดให้มีอุปกรณ์นิรภัยป้องกันอันตรายในบ้าน เพิ่มความระมัดระวังในการประกอบกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตราย เรียนรู้อุบัติภัยที่มักเกิดในบ้าน ตลอดจนดูแลเด็กและผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด


ข่าวโดย : ชาลิสา วัฒนะโชติ 053525519
    หน่วยงาน : สวท.ลำพูน

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

จังหวัดเชียงใหม่ กำหนดพิธีเปิดศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงใหม่อย่างเป็นทางการในวันอังคารที่ 29 กรกฎาคม 2557

จังหวัดเชียงใหม่จัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ณ ห้องรับรอง ชั้น 1 โดยกำหนดพิธีเปิดศูนย์อย่างเป็นทางการในวันอังคารที่ 29 กรกฎาคม 2557 โดยประชาชนสามารถไปรับบริการได้ทุกวัน เวลาราชการ

นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 96/2557 ประกาศ ณ วันที่ 18 กรกฎาคม 2557 เรื่องจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานระดับจังหวัด และให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการในจังหวัดสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างเสมอภาค มีคุณภาพ รวดเร็ว ลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน เพื่อให้ประชาชนได้รับความพึงพอใจ โดยสาระสำคัญของประกาศดังกล่าว มีดังนี้
    1. ให้จังหวัดจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมขึ้นในจังหวัด เพื่อทำหน้าที่ในการรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ ให้บริการข้อมูลข่าวสาร ให้คำปรึกษา รับเรื่องปัญหาความต้องการและข้อเสนอแนะของประชาชน และทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการร่วมตามมาตรา 32 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 โดยจัดตั้งขึ้น ณ ศาลากลางจังหวัดหรือสถานที่อื่นตามที่เห็นสมควร โดยประกาศให้ประชาชนทราบด้วย
    2. ให้ทุกกระทรวง กรม ส่วนราชการ และหน่วยงานของรัฐ สนับสนุนการดำเนินการของศูนย์ดำรงธรรมทั้งด้านวัสดุ อุปกรณ์ และบุคลากร ให้สามารถบริการแก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง
    3. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการการบริหารจัดการร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอน และวางแนวทางการปฏิบัติภายในศูนย์ดำรงธรรม
    4. ให้สำนักงบประมาณสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรมและการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ตามข้อเสนอของคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ
    5. ในกรณีจำเป็นจะต้องดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของศูนย์ดำรงธรรมให้สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว การพัฒนาจังหวัดตามนโยบายของรัฐบาล การป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด การป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าและทรัพยากรธรรมชาติ การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ การคุ้มครองป้องกันและช่วยเหลือประชาชนผู้ด้อยโอกาสให้ได้รับความเป็นธรรม และการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคมตามนโยบายของรัฐบาล ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งการ บังคับบัญชา กำกับ ดูแล บรรดาข้าราชการและพนักงานของรัฐในเขตจังหวัด ยกเว้นข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ข้าราชการทหาร ข้าราชการฝ่ายตุลาการ ข้าราชการฝ่ายอัยการ ข้าราชการในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน พนักงานในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด และข้าราชการในสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัด
    6. ให้กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่กำกับดูแลและอำนวยการให้การบริหารงานของศูนย์ดำรงธรรมและการบริหารงานจังหวัดดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว โดยมีการประชุมส่วนราชการในจังหวัดเพื่อหารือแนวทางการจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 โดยที่ประชุมมีมติให้จัดตั้งศูนย์ดังกล่าวขึ้น ณ ห้องรับรองชั้น 1 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ โดยกำหนดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันอังคารที่ 29 กรกฎาคม 2557 เวลา 11.00 น. ทั้งนี้ประชาชนสามารถไปขอรับบริการได้ในวันและเวลาราชการ ซึ่งจะมีบุคลากรซึ่งเป็นผู้แทนจากส่วนราชการในจังหวัดเชียงใหม่มาให้บริการในวัน และ เวลาราชการ


ข่าวโดย : ราตรี จักร์แก้ว
    หน่วยงาน : ส.ปชส.เชียงใหม่

สสส.จัดประชุมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สู่ความยั่งยืน สอจร.6 (ภาคเหนือ) ที่เชียงใหม่

สำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยแผนงานสนับสนุนการดำเนินงานป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) จัดประชุมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สู่ความยั่งยืน สอจร.6 (ภาคเหนือ) ในระหว่างวันที่ 24 – 25 กรกฎาคม 2557 ที่โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่

วันนี้ (24 ก.ค.57) เวลา 09.00 น. ณ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่ นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดการประชุมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สู่ความยั่งยืน สอจร.6 (ภาคเหนือ) ซึ่งสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยแผนงานสนับสนุนการดำเนินงานป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) จัดขึ้น ในระหว่างวันที่ 24 – 25 กรกฎาคม 2557 ที่โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมมีส่วนร่วมในการปฏิบัติและสร้างแนวทางในการพัฒนาศักยภาพแกนนำ เครือข่าย และพี่เลี้ยงของภาคเหนือให้ดำเนินงานป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งมาจาก 17 จังหวัดภาคเหนือกว่า 200 คนเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ โดยภาคเช้าของวันแรกเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานและบทบาทของพี่เลี้ยง สอจร.ภาคเหนือ โดย นางพิมพ์จันทร์ โพธิ์สาวัง และ นางบุษบา ชัยศรีสวัสดิ์สุข ต่อด้วยการเสวนากิจกรรมเด่นในปีที่ผ่านมา และกิจกรรมที่ได้รับรางวัลจากงานสัมมนาอุบัติเหตุแห่งชาติ ครั้งที่ 11 ประกอบด้วย ผลงานห้องสถานศึกษา ผลงานวิชาการชนะเลิศอันดับ 1 ผลงานองค์กรต้นแบบ รางวัล Prime minister Award ส่วนภาคบ่ายเป็นกิจกรรมเพื่อการพัฒนาศักยภาพการทำงานของเครือข่าย และกิจกรรมเพื่อหาแนวทางในการประสานงานของ สอจร.ภาคเหนือ

สำหรับวันที่ 2 ของการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สู่ความยั่งยืน สอจร.6 (ภาคเหนือ) ในภาคเช้า จะเป็นการบรรยายเรื่อง ความสำคัญและประโยชน์ของ Ranking ภาคเหนือ ต่อด้วยกิจกรรมกลุ่มเพื่อค้นหาผลงานเด่นแต่ละจังหวัด นำสู่การถอดบทเรียน และเสนอสู่ผลงานระดับภาค ส่วนภาคบ่ายจะเป็นการนำเสนอผลงานกลุ่มและอภิปราย ทั้งนี้ข้อมูลสถิติจากหลายแหล่งระบุตรงกันว่ารถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะบนท้องถนนที่มีอันตรายมากที่สุดทั้งในช่วงเวลาปกติ และช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ โดยในช่วงเวลาปกติพบการเกิดอุบัติเหตุ 39% เทศกาลปีใหม่ 77% และ สงกรานต์ 73% ของจำนวนยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุ โดยมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุมากที่สุด และจากการสำรวจพฤติกรรมการสวมหมวกนิรภัยของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ทั่วประเทศกว่า 1 ล้านสองแสนราย ในปี พ.ศ.2554 พบว่ามีผู้ขับขี่สวมหมวกนิรภัยเพียงร้อยละ 54 และผู้โดยสารสวมหมวกนิรภัยเพียงร้อยละ 24 ส่วนในปี 2555 พบผู้ขับขี่มีการสวมหมวกนิรภัย 52% ผู้โดยสารมีการสวมหมวกนิรภัย 20% โดยสถิติจังหวัดที่มีอัตราการสวมหมวกนิรภัยสูงสุดในปี 2553 – 2555 คือ กรุงเทพมหานคร ส่วนจังหวัดที่มีอัตราการสวมหมวกนิรภัยต่ำสุดในปี 2553 – 2554 คือ นราธิวาส และในปี 2555 พบผู้ขับขี่และโดยสารรถจักรยานยนต์มีการสวมหมวกนิรภัยต่ำสุดคือ บึงกาฬ รองลงมาคือ จังหวัดลำพูน ดังนั้นในปีนี้ สอจร.จึงกำหนดเป้าหมายในการดำเนินงานโดยเน้นให้มีการสวมหมวกนิรภัยครบ 100% โดยมุ่งหวังเพื่อลดความสูญเสียจากการเกิดอุบัติเหตุโดยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับอันตรายน้อยที่สุด


ข่าวโดย : ราตรี จักร์แก้ว
    หน่วยงาน : ส.ปชส.เชียงใหม่

สนข.จัดประชุมระดมความคิดเห็นรถไฟฟ้าความเร็วสูงสายเหนือ ระยะที่ 2 พิษณุโลก-เชียงใหม่

สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จัดการสัมมนารับฟังความคิดเห็นประชาชนโครงการศึกษาและออกแบบรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ระยะที่ 2 พิษณุโลก – เชียงใหม่ เพื่อนำเสนอสาระสำคัญเกี่ยวกับแนวเส้นทางที่เหมาะสม ขอบเขตการดำเนินงาน และรูปแบบแนวเส้นทางเลือก พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน

วันนี้ (24 กรกฎษคม 2557) เวลา 09.00 น. ณ ห้องอิมพีเรียลบอลรูม โรงแรมดิเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่ นายนาวิน สินธุสอาด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนารับฟังความคิดเห็นประชาชนครั้งที่ 2 โครงการศึกษาและออกแบบรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ระยะที่ 2 พิษณุโลก – เชียงใหม่ เพื่อนำเสนอสาระสำคัญเกี่ยวกับแนวเส้นทางที่เหมาะสม ขอบเขตการดำเนินงาน และรูปแบบแนวเส้นทางเลือก พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรธุรกิจเอกชน สถาบันการศึกษาในพื้นที่ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และภาคประชาชนจากจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน เข้าร่วมการสัมมนากว่า 500 คน

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า สืบเนื่องจากกระทรวงคมนาคม มีนโยบายที่จะพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทางประกอบด้วย สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-นครราชสีมา กรุงเทพฯ-หัวหิน และกรุงเทพฯ-พัทยา เป็นยุทธศาสตร์ด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับพัฒนาการคมนาคมและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของประเทศ ซึ่งรถไฟความเร็วสูงจะเป็นระบบขนส่งที่ทันสมัย มีความรวดเร็ว ตรงเวลา มีความปลอดภัยสูง เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และกระจายความเจริญไปยังภูมิภาคต่างๆของประเทศ ขณะเดียวกันศักยภาพของรถไฟความเร็วสูงจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในหลากหลายด้าน อาทิ ลดระยะเวลาการเดินทาง สู่จังหวัดตามแนวเส้นทางได้หลายแห่ง รวดเร็วกว่ารถยนต์ ส่งเสริมการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวต่างประเทศสามารถนั่งรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองมายังสถานีกลางบางซื่อ เพื่อเดินทางต่อไปยังภูมิภาคต่างๆ พัฒนาเมืองการค้าและการลงทุน ในพื้นที่ตามแนวเส้นทาง สร้างโอกาสใหม่ธุรกิจ ทั้ง SMEs และ OTOP ได้มาเผยแพร่ในสถานีรถไฟ สร้างงาน สร้างรายได้สู่ประชาชนในท้องถิ่น คุ้มค่าระยะยาว เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รถไฟความเร็วสูง ใช้พลังงานไฟฟ้า ก่อให้เกิดมลพิษน้อยกว่าขนส่งรูปแบบอื่น ลดกรนำเข้าเชื้อเพลิง ในภาคการขนส่งของประเทศ

ปัจจุบัน สนข.ได้ดำเนินการศึกษาและออกแบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ระยะที่ 1 กรุงเทพฯ – พิษณุโลกแล้วเสร็จ และได้ดำเนินการศึกษาและออกแบบรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ - เชียงใหม่ ระยะที่ 2 พิษณุโลก – เชียงใหม่ ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ เพื่อความต่อเนื่องในการพัฒนารถไฟความเร็วสูง ในการสัมมนาได้นำเสนอผลการคัดเลือกแนวเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด คือเส้นทางตัดใหม่ช่วงจังหวัดสุโขทัย-ลำปาง เริ่มต้นจากจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อจากแนวรถไฟความเร็วสูงสายเหนือ ระยะที่ 1 (กรุงเทพฯ-พิษณุโลก) ประกอบด้วย 5 สถานี ได้แก่ สถานีสุโขทัย ศรีสัชนาลัย ลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ โดยเป็นสถานีใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ สถานีสุโขทัย ห่างจากตัวเมือง 6 กม. และสถานีศรีสัชนาลัย ห่างจากตัวเมืองประมาณ 3 กม. ส่วนอีก 3 สถานีได้แก่ สถานีลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ โดยใช้พื้นที่ของสถานีรถไฟเดิมซึ่งอยู่ในตัวเมือง มีศูนย์ซ่อมบำรุงที่จังหวัดเชียงใหม่ รวมระยะทางทั้งสิ้น 296 กิโลเมตร

สำหรับเส้นทางแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ 1.ช่วงพิษณุโลก-ลำปาง เมื่ออกจากพิษณุโลก แนวเส้นทางยังคงใช้พื้นที่ในเขตทางรถไฟเดิม ตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 12 จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปทางทิศตะวันตกผ่านพื้นที่อำเภอพรหมพิราม อำเภอกงไกรลาสก่อนถึงสุโขทัยเลี้ยวขวาไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ โดยผ่านอำเภอศรีสำโรง อำเภอสวรรคโลก และอำเภอศรีสัชนาลัย จากนั้นแนวเส้นทางจะเบี่ยงขวาไปทางทิศเหนือ ผ่านอำเภอวังชิ้นเข้าสู่อำเภอลอง ยกระดับรถไฟข้ามทางหลวงหมายเลข 1023 แล้วเป็นอุโมงค์ลอดใต้ทางหลวงหมายเลข 11 (เด่นชัย-แขวงลำปาง) ขนานไปตามทางหลวงหมายเลข 11 ผ่านอำเภอแม่ทะ เข้าสู่สถานนีรถไฟลำปาง 2.ช่วงลำปาง-เชียงใหม่ จะมีแนวเส้นทางตัดใหม่และใช้พื้นที่เขตทางรถไฟเดิม โดยผ่านทางช่วงหนองวัวเฒ่า-สถานีห้างฉัตร เส้นทางรถไฟอยู่ในเขตทางรถไฟเดิม จากสถานีห้างฉัตร-ลำพูน เป็นแนวเส้นทางตัดใหม่ เริ่มจากสถานีห้างฉัตร จะเบี่ยงแนวไปทางซ้ายของทางรถไฟเดิมไป อำเภอแม่ทา ตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 11 และทางรถไฟเดิมบริเวณสถานีศาลาแม่ทา จากนั้นบรรจบเข้ากับทางรถไฟเดิมบริเวณ กม.647+000 ก่อนถึงสถานีรถไฟลำพูนประมาณ 10 กิโลเมตร จากนั้นวิ่งไปตามเขตทางรถไฟเดิมจนถึงสถานีรถไฟเดิมจนถึงสถานีรถไฟลำพูนและช่วงลำพูน-เชียงใหม่จะอยู่ในเขตทางรถไฟ

สำหรับหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกแนวเส้นทางที่มีความเหมาะสมมากที่สุด จะเปรียบเทียบและให้คะแนนครอบคลุมปัจจัยหลัก 3 ด้าน ได้แก่ด้านวิศวกรรม เช่น ระยะเวลาในการเดินทาง ความสามารถในการเข้าถึงระบบรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น ด้านเศรษฐกิจและการลงทุน เช่น ค่าก่อสร้างและเวนคืน ผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น และด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เช่น คุณภาพอากาศทรัพยากรป่าไม้ แหล่งโบราณคดีและประวัติศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งแนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายพิษณุโลก-เชียงใหม่ มีพื้นที่ที่ต้องตัดแนวเส้นทางใหม่และผ่านภูเขาสูง และในส่วนตำแหน่งที่ตั้งสถานีรถไฟความเร็วสูง มีการพิจารณารายละเอียดและกำหนดหลักเกณฑ์ให้มีความเหมาะสมมากที่สุด เช่น มีที่ตั้งอยู่ห่างจากศูนย์กลางเมืองในระยะ 1-5 กม. มีโครงข่ายเชื่อมโยงกับถนนสายหลักรองรับ ประชาชนสัญจรเข้าสู่สถานีได้อย่างสะดวก และเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสในการพัฒนาสู่ความเป็นเมืองสูง เป็นต้น รวมทั้งศึกษาวิเคราะห์ทุกด้านอย่างรอบคอบ

จากการรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา พบว่าประชาชนให้การตอบรับโครงการดี เนื่องจากประชาชนมีความเข้าใจว่าการมีรถไฟความเร็วสูงไม่ใช่เพียงแค่มีรถไฟวิ่งเข้ามาที่สถานี แต่เป็นการอำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนจากพื้นที่ต่างๆ เดินทางมายังแต่ละจังหวัดได้ง่ายขึ้นที่ราคาที่ไม่แพงจนเกินไป คาดว่าจะสามารถแข่งขันกับการเดินทางโดยเครื่องบินได้ โครงการนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่จังหวัดที่มีเส้นทางรถไฟพาดผ่านให้เกิดการขยายตัวเป็นเมืองใหญ่ เป็นหัวเมืองหลักที่กระตุ้นให้เกิดการจ้างงานจากจังหวัดใกล้เคียง สำหรับการคัดเลือกบริษัทที่มาดำเนินการ ขณะนี้มีประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และฝรั่งเศส ที่ให้ความสนใจ ซึ่งรัฐบาลจะเปิดกว้างให้กับทุกประเทศในการแข่งขัน โดยจะมีการกำหนดมาตรฐานทางเทคโนโลยี และให้แต่ละบริษัทแข่งขันในด้านราคา ซึ่งไม่ได้ดูเฉพาะการเสนอราคาตอนต้น แต่ดูราคาตลอดอายุการใช้งาน โครงการสร้างทางรถไฟระดับพื้น โครงการสร้างทางรถไฟยกระดับช่วงสั้น ในระดับ 15 เมตร หากผ่านชุมชนให้รถสามารถสัญจรได้ การหารือการเชื่อมต่อของ 2 ฝั่ง หากผ่านพื้นที่นาจะมีทางเชื่อมผ่านให้ประชาชนผ่านได้ จะมีการศึกษาในการเปิดจุดผ่านต่างในตำแหน่งที่เหมะสม จะทำสะพานช่วงสั้นเป็นหลัก ทางรถไฟระดับพื้นจะมีการกั้นตลอดแนว ในการทำงานโครงการแต่ละจังหวัดมีตัวแทนส่งเข้าไปทุกจังหวัดที่รถไฟผ่านจะให้ความเห็นในการทำงาน ผลการศึกษาในทางวิชาการมีการคุ้มค่าในการลงทุน ส่วนประชาชนส่วนใหญ่จะเห็นด้วยในการลงพื้นที่ ผู้ที่มีอำนาจในการพิจารณาในงานที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ มีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบในโครงการ ขอให้ประชาชนที่มารับฟังให้คำแนะนำในเอกสาร

หลังจากนี้จะมีการสัมมนาครั้งที่ 3 เพื่อนำเสนอผลสรุปโครงการในทุกด้านอีกครั้งประมาณปลายเดือนกันยายน 2557 หลังจากนั้น สนข. จะนำเสนอรายงาน EIA ต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน และนำเสนอสรุปผลการศึกษาโครงการต่อกระทรวงคมนาคมเพื่อพิจารณาต่อไป โดยผู้สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าและรายละเอียดของโครงการฯ ได้ที่ www.thaihispeedtrain.com/chiangmai_phase2


ข่าวโดย : ณัฏฐ์ สินันตา/อนันต์ ชุ่มใจ
    หน่วยงาน : ส.ปชส.เชียงใหม่

พสกนิกรชาวจังหวัดน่าน จัดพิธีสืบชะตาหลวง ถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมายุครบ 62 พรรษา 28 กรกฎาคม 2557

เช้าวันนี้ (24 ก.ค.57) ที่พระอุโบสถวัดพระธาตุแช่แห้งพระอารามหลวง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน นายอุกริช พึ่งโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และพสกนิกรชาวจังหวัดน่าน ทุกหมู่เหล่าทำพิธีสืบชะตาหลวงสวดมนต์เจริญภาวนาถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในวโรกาสมหามงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 62 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2557

การจัดพิธีสืบชะตาหลวงครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในวโรกาสมหามงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 62 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 ทางคณะสงฆ์จังหวัดน่าน และพสกนิกรชาวจังหวัดน่าน ได้พร้อมใจกันสวดมนต์เจริญภาวนา ทำวัตร บทสวดนมัสการพระอรหันต์แปดทิศ มงคลจักวาฬ อัคคัปปะสา ทะสุตตะคาถา คือ ด้วยอนุภาพแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้งปวง ทุกข์โรคภัย และเวรกรรมทั้งหลาย จงพินาศไป และด้วยอนุภาพแห่งทั้งหลายทั้งปวงพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสงฆรัตนะ ด้วยอำนาจพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ สี่หมื่นแปดธรรมขันธ์ ทั้งหลายทั้งปวงที่ถวายทานให้ผู้เลิศนั้น ย่อมเจริญ อายุ วรรณะ ยศ เกียรติคุณ สุขะ พละ สุขสวัสดิ์พิพัฒมงคลทั้งปวง แก่ผู้ปฏิบัติตนให้เจริญรุ่งเรือง โดยมีพระราชคุณาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดน่าน เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายอุกริช พึ่งโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ทั้งนี้ เพื่อแสดงความจงรักภักดี น้อมลำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยตลอดมา พสกนิกรชาวจังหวัดน่าน จึงได้พร้อมใจกันจัดขึ้น เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 62 พรรษา วันที่28 กรกฎาคม 2557 เพื่อให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารทรงพระเจริญ ทรงมีพระเกษมสำราญ แทรงเป็นพระมิ่งขวัญของพสกนิกรชาวไทยตลอดกาลนาน

ในโอกาสนี้ นายอุกริช พึ่งโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมด้วยเหล่าข้าราชการทหารตำรวจ พ่อค้าประชาชน นักเรียนนิสิตนักศึกษา ทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 62 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 ที่จะมาถึงนี้


สมาน  สุทำแปง  ภาพ/ข่าว
    

ผู้ว่าฯ น่าน เข้าพื้นที่อำเภอบ่อเกลือตรวจสอบรอยดินแยก

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายอุกริช พึ่งโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมด้วย พ.อ.จตุรภัทร วงศ์ศรีเผือก ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 31 อำเภอปัว และนายวิรัช วรรณมาลิกพันธ์ นายอำเภอบ่อเกลือ พันตำรวจเอกชาตรี ทหยะวัฒน์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร อำเภอบ่อเกลือ เจ้าหน้าแขวงการทางน่านที่ 2 และนายนิธิวัฒน์ นิธินันท์ธาร หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบรอยดินแยกบ้านก่อก๋วงใน หมู่ที่ 11 ตำบลบ่อเกลือใต้ อำเภอบ่อเกลือ หลังมีฝนตกลงมาในพื้นที่และเกิดดินแยกเป็นทางยาวประมาณ 200 เมตร ซึ่งขณะนี้ได้มีการทรุดตัวเพิ่มมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านก่อก๋วงใน ประมาณ 60 ครัวเรือน กว่า 300 คน ไม่สามารถใช้รถยนต์สัญจรผ่านเส้นทางนี้ได้ ซึ่งรอยแยกดังกล่าวเกิดจากฝนที่ตกหนักทำให้น้ำเซาะดินเป็นร่อง ประกอบกับเป็นภูเขาที่ลาดสูงส่งผลให้น้ำมีแรงเชี่ยวมากขึ้นจึงทำให้เกิดแนวรอยแยกและดินทรุดตัว

ทั้งนี้ หลังจากประชุมหารือร่วมกับหลายฝ่าย นายอุกริช พึ่งโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้สั่งการให้ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมช่วยเหลือชาวบ้านทันที โดยประกาศห้ามใช้รถยนต์สัญจรผ่านเส้นทางรอยแยก และเตือนประชาชนให้ระมัดระวังจุดรอยแยกดังกล่าว พร้อมสั่งการให้ระดับพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องปริมาณน้ำฝน และรอยแยกที่อาจทรุดตัวเพิ่มขึ้น ส่วนข้อกังวลที่ดินจะสไลด์ลงไปทับอีก 7 หมู่บ้าน คาดการณ์ว่าอาจเป็นได้ยาก แต่เพื่อความไม่ประมาทได้สั่งการให้เตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง



สมาน  สุทำแปง  ภาพ / ข่าว

อ.ท่าวังผาร่วมกับอ.เวียงสา แถลงข่าวการจัดงานมหกรรมแข่งเรือประเพณี อ.ท่าวังผาและงานประเพณีแข่งเรือวันออกพรรษา อ.เวียงสา ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ ประจำปร 2557

ที่ห้องประชุมเทศบาลตำบลเวียงสา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน อำเภอท่าวังผาร่วมกับอำเภิเวียงสา ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานแข่งเรือประเพณีอำเภอท่าวังผา ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2557 โดยความร่วมมือของชมรมเรือแข่งอำเภอท่าวังผา ร่วมกับอำเภอท่าวังผา สภาวัฒนธรรมอำเภอท่าวัง และการจัดงานประเพณีแข่งเรือวันออกพรรษา อำเภอเวียงสา ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2557 โดยความร่วมมือของอำเภอเวียงสา เทศบาลตำบลเวียงสา สภาวัฒนธรรมอำเภอเวียงสา และชมรมเรือแข่งอำเภอเวียงสา เพื่อเป็นการส่งเสริม สืบสาน อนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น ซึ่งเรือแข่งจังหวัดน่าน จะมีลักษณะแตกต่างจากเรือแข่ง ของจังหวัดอื่น คือ ลำตัวเรือจะ มีรูปทรงลักษณะเพรียวลม หัวเรือทำเป็นรูปพญานาค ซูคอสง่าอ้าปาก เขี้ยวโง้ง งอนสูงมีลิ้นแลบออกมาให้เห็น ติดภู่ห้อยหัวและหาง ตกแต่งหัวท้ายและลำเรือเป็นลักษณะลายไทย งดงามวิจิตรพิสดาร ดูสวยงามมาก

โดยการจัดงานมหกรรมแข่งเรือประเพณีของอำเภอท่าวังผา ประจำปี 2557 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 14 กันยายน 2557 และจะมีการแข่งขันเรือประเพณี ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ ในวันที่ 13 - 14 กันยายน 2557 ณ ท่าน้ำเชิงสะพานท่าวังผาบ้านท่าค้ำ อำเภอท่าวังผา ในส่วนของการจัดงานประเพณีแข่งเรือวันออกพรรษา อำเภอเวียงสา ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2557 นั้นมีกำหนดจัดงานขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 8 ตุลาคม 2557 และจะมีการแข่งขันเรือประเพณีวันออกพรรษา อำเภอเวียงสา ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ ในวันที่ 7 – 8 ตุลาคม 2557 ณ บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำน่าน (ท่าน้ำบ้านปากกล้วย)



สรายุทธ  ประเสริฐนิรมล  ภาพ / ข่าว

จังหวัดน่าน เจรจาการค้าพร้อม ลงนามความร่วมมือบันทึกข้อตกลง ร่วมกับกลุ่มนักธุรกิจจากเมืองคุณหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน

วันนี้ (24 ก.ค.57) ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมเทวราช อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายอุกริช พึ่งโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านพร้อมด้วยส่วนราชการ คณะนักธุรกิจจังหวัดน่าน ให้การต้อนรับ นายวิจิตร หยาง นายกสมาคมส่งเสริมเศรษฐกิจและความร่วมมือการค้าอาเซียนจีน ที่นำคณะนักธุรกิจจีนเดินทางมาร่วมประชุมและเจรจาความร่วมมือ การค้าการลงทุนกับผู้ประกอบการในจังหวัดน่าน พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบนกลุ่ม 2 กับนักธุรกิจคุณหมิง และสถาบันการศึกษา ในด้านการพัฒนาจังหวัดน่าน ,การแลกเปลี่ยนนักเรียน ,ด้านวิชาชีพเทคนิค และอาชีวะ , ความร่วมมือการออกแบบและก่อสร้าง โครงการอสังหาริมทรัพย์ , ความร่วมมือทางด้านสินค้าการเกษตร , ด้านการท่องเที่ยวและผลิตภัณท์สินค้าโอทอปของจังหวัดน่าน โดนนักธุกิจจากเมืองคุณหมิงให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาธิผลิตภัณฑ์ชา เครื่องเงิน ผลไม้แปรรูป ที่กลุ่มผลิตและแปรรูปในจังหวัดน่านนำมาออกบูทแนะนำในครั้งนี้ด้วย หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมและลงนามบันทึกความร่วมมือแล้วคณะนักธุรกิจจากประเทศจีน ได้แบ่งกลุ่ม ลงพื้นที่ดูสถานที่และกิจกรรมโครงการต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดน่านรวม 6 จุด ได้แก่ การลงพื้นที่ศึกษางานการขุดเจาะอุโมงค์ทำถนน งานด้านสินค้าการเกษตร งานด้านอสังหาริมทรัพย์ งานด้านการศึกษา งานด้านการทิ่องเที่ยวและงานด้านระบบไฟฟ้า LED และโซล่าเซล์

จากการเดินทางมาเจรจาการค้าและลงนาม MOU ในครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีนโยบายให้นักธุรกิจร่วมลงทุนธุรกิจกับต่างประเทศและยังสอดคล้องกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 โดยนักธุรกิจจีน มีแนวทางในการดำเนินการลงทุนในภูมิภาคนี้มากขึ้น และจังหวัดน่าน ถือเป็นจังหวัดที่ 2 ที่มีการลงนามความร่วมมือ ต่อจากจังหวัดแพร่ เมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยจังหวัดน่านหวังว่าการพบปะเจรจาการค้าและลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นความร่วมมือที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับทั้งสองประเทศ และยังเป็นการพัฒนาความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศให้มีความเข้มแข็งในการลงทุนมากยิ่งขึ้นในอนาคต



ศรายุทธ  ประเสริฐนิรมล  ภาพ / ข่าว

จังหวัดน่าน จัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมเพื่อรับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชน

นายพิชัยลักษณ์ เพชรบุรีกุล ปลัดจังหวัดน่าน แจ้งว่า เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในเรื่องต่าง ๆ จังหวัดน่านจึงได้จัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดน่าน ขึ้น ณ ห้องศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดน่าน (GIS) ชั้นล่าง ศาลากลางจังหวัดน่าน หมายเลขโทรศัพท์ 0-5471-0232 ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 96/2557 เรื่อง การจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรม ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 เพื่อทำหน้าที่ในการรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ ให้บริการข้อมูลข่าวสาร ให้คำปรึกษา รับเรื่องปัญหาความต้องการและข้อเสนอแนะของประชาชน และทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการร่วมตามมาตร 32 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2256

ปลัดจังหวัดน่าน แจ้งต่อว่า จึงขอประชาสัมพันธ์แจ้งให้ประชาชนทั่วไปรับทราบ หากมีความประสงค์จะแจ้งปัญหาความต้องการหรือข้อเสนอแนะที่จะให้จังหวัดน่านได้รับรู้ในการให้ความช่วยเหลือเรื่องใด ๆ ตลอดจนการขอรับคำปรึกษา และข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ให้ติดต่อไปที่ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดน่าน ณ ห้องศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดน่าน (GIS) ชั้นล่าง ศาลากลางจังหวัดน่าน ถนนสุริยพงษ์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน หมายเลขโทรศัพท์ 0-5471-023 ในวันและเวลาราชการ


พวงพยอม  คำมุง / ข่าว

ส.ปชส.พะเยา ติวเข้มเครือข่ายประชาสัมพันธ์หนุนแก้ไขปัญหาสาธารณภัยและภาวะวิกฤต

วันนี้ (24 ก.ค.57) ที่ ห้องพรมาลี โรงแรมพะเยาเกทเวย์ นายชูชาติ กีฬาแปง ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเครือข่ายประชาสัมพันธ์ สนับสนุน การแก้ไขปัญหาสาธารณภัยและภาวะวิกฤต เรื่อง “สื่อฯ..กับการรับมือสาธารณภัยและภาวะวิกฤต” โดย สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับมาตรการป้องกันการเกิดปัญหา การให้ความช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาสาธารณภัยและภาวะวิกฤตของภาครัฐ ตลอดจนแนวทางในการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ของประชาชน นำไปสู่การปฏิบัติตนเพื่อช่วยลดผลกระทบที่รุนแรงที่จะเกิดขึ้นได้ โดยมี สื่อมวลชน ผู้จัดรายการวิทยุ และอาสาสมัครประชาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้านและชุมชน (อป.มช) ในพื้นที่จังหวัดพะเยา จำนวน 40 คน เข้าร่วมสัมมนาฯ

นางอาภาภรณ์ นาควัชระ ประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา กล่าวว่า กรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะหน่วยงานด้านการประชาสัมพันธ์ของรัฐ มีหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์นโยบาย และการดำเนินงานภาครัฐ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับสาธารณภัยและวิกฤตการณ์ ที่เป็นภัยคุกคามจากธรรมชาติ และภัยที่เกิดจากมนุษย์ จึงได้จัดทำโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้มีความรู้ ความเข้าใจในแนวทางปฏิบัติ นโยบาย และมาตรการภาครัฐในการป้องกันแก้ไขปัญหา การฟื้นฟูและการเยียวยาซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือที่ดีในการป้องกันการเกิดภัยในสภาวะปกติ เตรียมความพร้อมสถานการณ์เพื่อลดความสูญเสียและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และร่วมใจแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดสาธารณภัยและวิกฤตการณ์ต่างๆ

สำหรับการสัมมนาในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์ คือ นายสัลเลข คำใจ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพะเยา และนายปาโมกข์ ปิงเมือง หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน ได้มาร่วมเสวนาในหัวข้อ “สื่อฯกับการรับมือแผ่นดินไหว เรื่องที่ไม่ไกลตัว” และ “สื่อฯกับการรับมือสถานการณ์น้ำ” โดยมีนางสุดา ดูงาม นักสื่อสารมวลชนชำนาญการ สวท.พะเยา เป็นผู้ดำเนินรายการ นอกจากนี้ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดพะเยา (สวท.พะเยา) FM 95.25 MHz ได้ทำการถ่ายทอดเสียงการเสวนา ตั้งแต่เวลา 10.00 – 11.00 น. เพื่อให้ประชาชนทางบ้านได้ติดตามรับฟังด้วย


ข่าวโดย : ทีมข่าว ส.ปชส.พะเยา
หน่วยงาน : ส.ปชส.พะเยา

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา จัดสัมมนาเครือข่ายประชาสัมพันธ์เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสาธารณภัยและภาวะวิกฤต "สื่อฯ..กับการรับมือสาธารณภัยและภาวะวิกฤต"

วันนี้ (24 ก.ค.57) นายชูชาติ กีฬาแปง ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเครือข่ายประชาสัมพันธ์ สนับสนุน การแก้ไขปัญหาสาธารณภัยและภาวะวิกฤต เรื่อง “สื่อฯ..กับการรับมือสาธารณภัยและภาวะวิกฤต” ณ ห้องพรมาลี โรงแรมพะเยาเกทเวย์ ซึ่งสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับมาตรการป้องกันการเกิดปัญหา การให้ความช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาสาธารณภัยและภาวะวิกฤตของภาครัฐ ตลอดจนแนวทางในการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ของประชาชน นำไปสู่การปฏิบัติตนเพื่อช่วยลดผลกระทบที่รุนแรงที่จะเกิดขึ้นได้ โดยมี สื่อมวลชน ผู้จัดรายการวิทยุ และอาสาสมัครประชาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้านและชุมชน (อป.มช) ในพื้นที่จังหวัดพะเยา จำนวน 40 คน เข้าร่วมสัมมนาฯ

นางอาภาภรณ์ นาควัชระ ประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา กล่าวว่า กรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะหน่วยงานด้านการประชาสัมพันธ์ของรัฐ มีหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์นโยบาย และการดำเนินงานภาครัฐ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับสาธารณภัยและวิกฤตการณ์ ที่เป็นภัยคุกคามจากธรรมชาติ และภัยที่เกิดจากมนุษย์ จึงได้จัดทำโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้มีความรู้ ความเข้าใจในแนวทางปฏิบัติ นโยบาย และมาตรการภาครัฐในการป้องกันแก้ไขปัญหา การฟื้นฟูและการเยียวยาซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือที่ดีในการป้องกันการเกิดภัยในสภาวะปกติ เตรียมความพร้อมสถานการณ์เพื่อลดความสูญเสียและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และร่วมใจแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดสาธารณภัยและวิกฤตการณ์ต่างๆ

สำหรับการสัมมนาในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์ คือ นายสัลเลข คำใจ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพะเยา และนายปาโมกข์ ปิงเมือง หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน ได้มาร่วมเสวนาในหัวข้อ “สื่อฯกับการรับมือแผ่นดินไหว เรื่องที่ไม่ไกลตัว” และ “สื่อฯกับการรับมือสถานการณ์น้ำ” โดยมีนางสุดา ดูงาม นักสื่อสารมวลชนชำนาญการ สวท.พะเยา เป็นผู้ดำเนินรายการ นอกจากนี้ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดพะเยา (สวท.พะเยา) FM 95.25 MHz ได้ทำการถ่ายทอดเสียงการเสวนา ตั้งแต่เวลา 10.00 – 11.00 น. เพื่อให้ประชาชนทางบ้านได้ติดตามรับฟังด้วย



ข่าวโดย : ประมวล อุปกิจ
หน่วยงาน : สวท.พะเยา

อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา จัดงานคืนความสุขให้แก่ประชาชน ตามนโยบายของ คสช.

ช่วงค่ำวานนี้ (24 ก.ค.57) ที่สนามที่ว่าการอำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา อำเภอดอกคำใต้ ได้ร่วมกับ จังหวัดทหารบกพะเยา , องค์การบริหารส่วนจังหวัด , สำนักงานการค้าภายในจังหวัด จัดงานคืนความสุขให้แก่ประชาชน โดยมีนายชูชาติ กีฬาแปง ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธานเปิดงานฯ ทั้งนี้เพื่อเป็นไปตามนโยบายของ คสช.ในการคืนความสุขให้แก่ประชาชน โดยภายในงานมีการแสดงดนตรีของทหารจังหวัดทหารบกพะเยา , การแสดงของนักเรียนนักศึกษา , การจัดคาราวานสินค้าธงฟ้าราคาประหยัด ซึ่งมีประชาชนสนใจร่วมงามเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้จังหวัดพะเยาจะมีการจัดงานคืนความสุขให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องจนครบ ทั้ง 9 อำเภอ รวมถึงการจัดกิจกรรมคืนความสุขของส่วนราชการต่างๆ ที่จัดขึ้นทุกวันศุกร์ ณ บริเวณข่วงวัฒนธรรม ริมกว๊านพะเยาด้วย


ข่าวโดย : ทีมข่าว สวท.พะเยา
หน่วยงาน : สวท.พะเยา

การประกวดผลงานการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ จังหวัดแพร่ ประจำปี 2557

โรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ ชนะเลิศการประกวดผลงานการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ จังหวัดแพร่ ประจำปี 2557 ในระดับมัธยม ในขณะที่โรงเรียนสรอยเสรีวิทยา ชนะเลิศประเภทเครื่องแต่งกาย

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่รายงานว่า สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแพร่ ได้ดำเนินโครงการประกวดสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ ปี 2557 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปได้ทราบถึงแนวทางในการลดปริมาณขยะและการนำขยะหรือของเหลือใช้ไปดัดแปลงให้เกิดประโยชน์ก่อนนำไปกำจัด และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะขยะมูลฝอย พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนได้มีเวทีในการแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์และร่วมทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดกิจกรรมประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ประจำปี 2557 ขึ้น ณ หอประชุมโรงเรียนเจริญราษฎร์ อำเภอเมืองแพร่ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2557 โดยมีนายชูเกียรติ พงศ์ศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแพร่เป็นประธานคณะกรรมการตัดสิน

ผลการตัดสินปรากฏว่า ประเภทสิงประดิษฐ์ของใช้ภายในบ้าน ระดับประถมไม่มีโรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์การประกวด รางวัลชนะเลิศระดับมัธยมได้แก่ผลงานม้านั่งรักษ์สิ่งแวดล้อม จากโรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ อำเภอร้องกวาง รองชนะเลิศอันดับ 1 ไดแก่ผลงาน กุหลาบป่า จากโรงเรียนบ้านน้ำริน (คุรุราษฎร์รังสรรค์) รางวัลชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ผลงาน กระดาษพาเพลิน จากโรงเรียนเจริญราษฎร์ ส่วนรางวัลการแต่งกายจากวัสดุเหลือใช้ โรงเรียนสลอยเสรีวิทยา คว้ารางวัลชนะเลิศในผลงาน แฟชั่นจากกล่องนม รองชนะเลิศอันดับ 1 เป็นของโรงเรียน สาธิตบ้านเชตวัน รองชนะเลิศอันดับ 2 เป็นของโรงเรียน ร้องกวางอนุสรณ์

การประกวดผลงานการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ครั้งนี้ ทีมที่ชนะเลิศทั้งสองประเภทจะได้รับรางวัลเงินสด 5,000 บาท พร้อมทั้งได้รับการเสนอผลงานเพื่อเข้าประกวดในระดับประเทศต่อไป รองชนะเลิศอันดับ 1 รับรางวัลเงินสด 3,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร รองชนะเลิศอันดับ 2 รางวัลเงินสด 2,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร โดยทั้งหมดจะเข้ารับรางวัลพร้อมเกียรติบัตรจากผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ในวันประชุมคณะกรมการจังหวัดแพร่ประจำเดือนสิงหาคม 2557

ทีมแพทย์หลายแห่งยืนยันพร้อมกันกรณีนายอุทัยที่ป่วยถูกแมงมุมกัด จริงๆแล้วแผลไม่รุนแรงอย่างที่เป็นแต่เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียและผลข้างเคียงที่ตามมา

แพทย์โรงพยาบาลศิริราชยืนยันพร้อมกับแพทย์โรงพยาบาลแพร่กรณีนายอุทัยที่ป่วยถูกแมงมุมกัด จริงๆแล้วแผลไม่รุนแรงอย่างที่เป็นแต่เป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย  ขณะที่กลุ่มผู้สนใจศึกษาแมงมุมประเทศไทยลงพื้นที่ตามล่าแมงมุมพิษสีน้ำตาลในพื้นที่บ้านแม่พวก อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่รายงานว่า จากกรณีมีผู้ป่วยคือนายอุทัย เวียงคำ ชาวบ้านแม่พวก ตำบลห้วยไร่ อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลแพร่และแจ้งว่าถูกแมงมุมกัด จนกระทั่งถูกตัดขาขวาไปหนึ่งข้าง นั้น วันนี้(24ก.ค.57) ทางทีมแพทย์พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านแม่มุม ซึ่งประกอบด้วย ดร.พัชนี วิชิตพันธุ์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้ากลุ่มผู้สนใจศึกษาแมงมุมแห่งประเทศไทย แพทย์หญิงธัญจิรา จิรนันทกาญจน์ จากโรงพยาบาลศิริราช นายแพทย์สุชัย สุเทพารักษ์ จากสภากาชาดไทย และนายแพทย์ธงชัย มีลือการ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลแพร่ได้ร่วมหารือกับนายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ที่ห้องประชุมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลห้วยไร่ บ้านน้ำแรม ตำบลห้วยไร่ อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ เพื่อชี้แจงถึงเหตุผลว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากแมงมุมชนิดใด

ทางคณะแพทย์ต่างยืนยันเหมือนกันว่าแม้จะเป็นแผลที่เกิดจากแมงมุมพิษสีน้ำตาลจริงก็ไม่มีอาการและบาดแผลขนาดที่เกิดขึ้นกับนายอุทัย แต่แผลที่เกิดกับนายอุทัยน่าจะเกิดจากการติดเชื้อและแบคทีเรียซึ่งไม่ได้รับการดูแลรักษาบาดแผลตั้งแต่เริ่มแรก

นายแพทย์สุชัย สุเทพารักษ์ จากสภากาชาดไทยกล่าวว่าขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นแมงมุมพิษสีน้ำตาล ผู้ป่วยคนนี้อาจจะมีแผลติดเชื้อซึ่งอาการอาจจะไม่ใช่พิษแต่เป็นการติดเชื้อ แม้ประเทศไทยจะเจอแมงมุมพิษสีน้ำตาลก็ไม่น่ากลัวมากนัก

แพทย์หญิงธัญจิรา จิรนันทกาญจน์ ยังกล่าวว่าแผลที่เห็นเป็นผลจากการติดเชื้อทำให้คนไข้มีอาการหนัก หากรับพิษจากแมงมุมพิษโดยทั่วไปไม่แย่ขนาดนี้ ซึ่งผุ้ป่วยมีอาการแทรกซ้อนจนถึงขั้นตัดขา

ด้านนายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ กล่าวว่าได้ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเช้ามาช่วยดู โดยทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจะมาดูพื้นที่ก็อยากให้ยืนยันว่าเป็นแมงมุมชนิดไหนแน่ที่กัด และวงจรชีวิตของแมงมุมเหล่านี้เป็นอย่างไร และขอคำแนะนำว่าควรดูแลความเป็นอยู่อย่างไร เพื่อคลายความวิตกกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งที่พบแมงมุมในพื้นที่เป็นแมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาลจริงๆ ซึ่งมีทั่วไป แต่ไม่ต้องกังวลเพราะพบทั่วไปและแมงมุมก็ไม่กัดคนถ้าไม่ไปนั่งทับเขาและพิษแมงมุมก็ไม่รุนแรงมาก

นอกจากนี้กลุ่มผู้สนใจศึกษาแมงมุมประเทศไทยยังได้ลงพื้นที่ทั้งบ้านนายอุทัย และบริเวณในหมู่บ้าน เพื่อจับแมงมุมและตามล่าหาแมงมุมพิษสีน้ำตาลว่ามีจริงหรือไม่ โดยจะทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน



ฉัตรชัย พวงขจร /ข่าว /พิมพ์

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน บูรณาการหน่วยงานทางสังคมในพื้นที่อำเภอปางมะผ้า และอำเภอปาย ออกจัดระเบียบสถานประกอบการตาม พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.๒๕๕๑

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน บูรณาการหน่วยงานทางสังคมในพื้นที่อำเภอปางมะผ้า และอำเภอปาย ออกจัดระเบียบสถานประกอบการตาม พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.๒๕๕๑

วันนี้(๒๔ ก.ค. ๒๕๕๗) นางศันสนีย์ พุกกานนท์ วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมกับตำรวจภูธรและฝ่ายปกครอง อำเภอปางมะผ้า และอำเภอปาย ออกจัดระเบียบสถานประกอบการตาม พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.๒๕๕๑ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และสร้างแนวทางการปฏิบัติให้เป็นแนวทางเดียวกัน เพื่อบูรณาการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ชุมชนและสังคม ในหลายมิติ ร่วมกับมิติวัฒนธรรม

ข่าวโดย : วาสนา ไข่แก้ว
    หน่วยงาน : สวท.แม่ฮ่องสอน

หลายหน่วยงานใน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน สนธิกำลังออกปฎิบัติการตรวจยึดคืนผืนป่า


หลายหน่วยงานใน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน สนธิกำลังออกปฎิบัติการตรวจยึดคืนผืนป่า

วันนี้ (24 ก.ค.57) พันตำรวจเอกดาวฤกษ อยู่สวัสดิ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรสบเมย พร้อมด้วยพันตำรวจโทอำนวย มีศรฤทธิ์ รองผู้กำกับการฝ่ายป้องกันและปราบปราม สถานีตำรวจภูธรสบเมย พร้อมด้วย ชุดสืบสวน ตำรวจตระเวนชายแดน ทหาร เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง สนธิกำลังปฏิบัติการตรวจยึดคืนผืนป่า บ้านแม่คะ - บ้านกองอูน จำนวน 4 แปลง ดังนี้แปลงที่ 1. เนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน19 ตารางวา แปลงที่ 2 เนื้อที่ 6 ไร่ 22 ตารางวา แปลงที่ 3. เนื้อที่ 9 ไร่2 งาน 95 ตารางวา แปลงที่ 4. เนื้อที่ 1 ไร่ 85 ตารางวา

ข่าวโดย : วาสนา ไข่แก้ว
    หน่วยงาน : สวท.แม่ฮ่องสอน

อำเภอขุนยวมจัดโครงการ อำเภอยิ้มเคลื่อนที่ สร้างปรองดองความสมานฉันท์

อำเภอขุนยวมจัดโครงการ อำเภอยิ้มเคลื่อนที่ สร้างปรองดองความสมานฉันท์

วันนี้ ( 24 ก.ค. 57) นายพงศ์พีระ ชูชื่น นายอำเภอขุนยวม นำส่วนราชการในอำเภอ จัดโครงการอำเภอยิ้มเคลื่อนที่ ที่บ้านหางปอน ต.เมืองปอน อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน โดยมีประชาชน จำนวน150คนร่วมงาน พร้อมกันนี้ได้แจกพันธุไม้ ให้บริการตรวจสุขภาพ ตัดผมฟรี มีการแสดงดนตรี และร่วมรับประทานอาหารร่วมชาวบ้าน เพื่อเป็นการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ตามนโยบาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ข่าวโดย : วาสนา ไข่แก้ว
    หน่วยงาน : สวท.แม่ฮ่องสอน